วารสารวิชาการบัณฑิตวิทยาลัยสวนดุสิต http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal <p><strong>เกี่ยวกับวารสาร</strong></p> <p>&nbsp; &nbsp;วารสารวิชาการบัณฑิตวิทยาลัยสวนดุสิต ดำเนินมาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2547 เป็นวารสารราย 4 เดือน จัดพิมพ์ปีละ 3 ฉบับ เพื่อส่งเสริมให้คณาจารย์ นักวิชาการ นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป ได้เผยแพร่ผลงานทางวิชาการแก่สาธารณชน ในสาขาวิชาด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ (ครุศาสตร์ บริหารธุรกิจ รัฐประศาสนศาสตร์ รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ อาชญาวิทยา และสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง) อันจะเป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มพูนองค์ความรู้ ขยายประโยชน์ทางวิชาการ หรือนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวปฏิบัติในการสร้างสรรค์องค์กรและสังคม&nbsp;ทัศนะและข้อคิดเห็นใด ๆ ที่ปรากฏในวารสารนี้ เป็นความคิดเห็นของผู้เขียน ทางกองบรรณาธิการเปิดเสรีในด้านความคิด และไม่ถือว่าเป็นความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ Suan Dusit Graduate School Academic Journal</p> บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสวนดุสิต th-TH วารสารวิชาการบัณฑิตวิทยาลัยสวนดุสิต 1686-0659 กองบรรณาธิการ http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/2180 <p>ปีที่ 19 ฉบับที่ 2</p> <p>กองบรรณาธิการ และผู้ทรงคุณวุฒิ</p> ยุทธภูมิ ภู่ไพบูลย์ ##submission.copyrightStatement## 2023-05-02 2023-05-02 19 2 บทบรรณาธิการ http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/2155 <p>บทบรรณาธิการ&nbsp;ฉบับปีที่ 19 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2566</p> ยุทธภูมิ ภู่ไพบูลย์ ##submission.copyrightStatement## 2023-04-21 2023-04-21 19 2 สารบัญ http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/2156 <p><strong>สารบัญ</strong></p> <p><strong>ฉบับปีที่ 19 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม &nbsp;2566</strong></p> ยุทธภูมิ ภู่ไพบูลย์ ##submission.copyrightStatement## 2023-04-21 2023-04-21 19 2 การรับรู้ความเชื่อมั่นการให้บริการของสนามบินสุวรรณภูมิในสถานการณ์ COVID-19 http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/1368 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการรับรู้ความเชื่อมั่นในคุณภาพการให้บริการของสนามบินสุวรรณภูมิ และ 2) เปรียบเทียบการรับรู้ความเชื่อมั่นในคุณภาพการให้บริการของสนามบินสุวรรณภูมิจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลของผู้โดยสาร ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผ่านการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (IOC) มีค่า 0.60-1.00 และค่าความเชื่อมั่น ด้วยสัมประสิทธิ์แอลฟาของ ครอนบาค (α) เท่ากับ 0.99 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้โดยสารที่ใช้บริการสนามบินสุวรรณภูมิ จำนวน 250 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐาน ด้วยสถิติ ค่าที ค่าเอฟ โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัย พบว่า 1) การรับรู้ความเชื่อมั่นในคุณภาพการให้บริการสนามบินสุวรรณ ค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก x ̅ = 3.48 และ S.D. = 0.94 2) ผู้โดยสารที่มีปัจจัยส่วนบุคคลแตกต่างกันมีความรับรู้ความเชื่อมั่นในคุณภาพการให้บริการของสนามบินสุวรรณภูมิไม่แตกต่างกัน</p> ธนกร ณรงค์วานิช ##submission.copyrightStatement## 2024-02-26 2024-02-26 19 2 1 18 ผลกระทบของความสามารถในการบริหารสินทรัพย์ที่มีต่ออัตราผลตอบแทนและ การประเมินมูลค่าหุ้นของบริษัทกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/1217 <p>การศึกษาค้นคว้าอิสระฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลกระทบของความสามารถในการบริหารสินทรัพย์ที่มีต่ออัตราผลตอบแทน และ 2) ศึกษาผลกระทบของอัตราผลตอบแทนที่มีต่อการประเมินมูลค่าหุ้นของบริษัทกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงที่มีการยื่นรายงานทางการเงิน สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ.2561 – พ.ศ.2563 ครบทั้ง 3 ปีรอบระยะเวลาบัญชี จำนวนทั้งสิ้น 95 บริษัท จากการเก็บรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิจากงบการเงิน โดยใช้สถิติเชิงพรรณนาสำหรับข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ เพื่อทดสอบความสัมพันธ์ของตัวแปรอิสระที่มีนัยสำคัญ นอกจากนี้ได้ใช้การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า 1) ความสามารถในการบริหารสินทรัพย์มีผลกระทบต่ออัตราผลตอบแทนที่ระดับนัยสำคัญของสถิติ .05 โดยความสามารถในการบริหารสินทรัพย์และอัตราผลตอบแทนไม่มีความสัมพันธ์กัน และ 2) อัตราผลตอบแทนมีผลกระทบต่อการประเมินมูลค่าหุ้นที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 โดยอัตราผลตอบแทนและการประเมินมูลค่าหุ้นไม่มีความสัมพันธ์กัน โดยปัจจัยที่แตกต่างกันมีผลมาจากผลคำนวณข้อมูลทุติยภูมิจากงบการเงิน และช่วงระยะเวลาบัญชี</p> ธนพัต จันต๊ะ ประเวศ เพ็ญวุฒิกุล ##submission.copyrightStatement## 2024-02-26 2024-02-26 19 2 19 36 การตัดสินใจของผู้ใช้บริการสถานีบริการน้ำมันอิสระในจังหวัดเพชรบุรี http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/1522 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อ 1) ศึกษาระดับการตัดสินใจของผู้ใช้บริการสถานีบริการน้ำมันอิสระในจังหวัดเพชรบุรี และ 2) เปรียบเทียบการตัดสินใจของผู้ใช้บริการสถานีบริการน้ำมันอิสระในจังหวัดเพชรบุรี โดยจำแนกตามข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการ การวิจัยการตัดสินใจใช้บริการสถานีบริการน้ำมันอิสระในจังหวัดเพชรบุรี เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ งานวิจัยนี้ใช้เทคนิคการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง การเก็บรวบรวบข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างของงานวิจัยนี้ ได้แก่ ผู้ใช้บริการสถานีบริการน้ำมันอิสระในจังหวัดเพชรบุรี จำนวน 384 คน สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการตรวจสอบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีผลต่างน้อยที่สุด ผลการวิจัย พบว่า 1) การตัดสินใจของผู้ใช้บริการสถานีบริการน้ำมันอิสระในจังหวัดเพชรบุรี ด้านภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ความรู้สึกภายหลังการใช้บริการอยู่ในระดับมาก มาเป็นอันดับแรก รองลงมาได้แก่ การรับรู้ปัญหาเกี่ยวกับการบริการอยู่ในระดับมาก การตัดสินใจใช้บริการอยู่ในระดับมาก การค้นหาข้อมูลอยู่ในระดับมาก และการประเมินผลทางเลือกในการใช้บริการอยู่ในระดับมาก ตามลำดับ และ 2) ผู้ใช้บริการที่มีข้อมูลส่วนบุคคลได้แก่ เพศ และอาชีพ แตกต่างกันมีการตัดสินใจในการใช้บริการสถานีบริการน้ำมันอิสระในจังหวัดเพชรบุรีแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> ธรรมรัตน์ คำแพง สุเมธ ธุวดาราตระกูล ##submission.copyrightStatement## 2024-02-26 2024-02-26 19 2 37 54 บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดูแลผู้สูงอายุเพื่อการพึ่งพาตนเอง กรณีศึกษา องค์การบริหารส่วนตำบลบางรักใหญ่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/1639 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดูแลผู้สูงอายุเพื่อการพึ่งพาตนเอง 2) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและอุปสรรคขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดูแลผู้สูงอายุเพื่อการพึ่งพาตนเอง และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางส่งเสริมบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดูแลผู้สูงอายุเพื่อการพึ่งพาตนเอง โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ บุคลากรที่ปฏิบัติงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีบทบาทในการดูแลผู้สูงอายุ บุคลากรที่ปฏิบัติงานด้านผู้สูงอายุในองค์กรภาครัฐ และผู้สูงอายุในชุมชน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ และแบบสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วม ผลการศึกษา พบว่า องค์การบริหารส่วนตำบลบางรักใหญ่ ดำเนินงานตามบทบาทที่ได้รับ ในเรื่องการส่งเสริมสุขภาพ การสนับสนุนการรวมกลุ่มของผู้สูงอายุ การฝึกอาชีพ รวมถึงการส่งเสริมให้มีที่อยู่อาศัยและจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ส่วนปัญหาและอุปสรรคที่ทำให้ปฏิบัติงานได้อย่างจำกัด ได้แก่ ปัญหาด้านงบประมาณ ปัญหาด้านบุคลากร และปัญหาและอุปสรรคในการลงพื้นที่ในการดูแลผู้สูงอายุ แนวทางส่งเสริมบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควรสนับสนุนในเรื่อง การจัดสรรงบประมาณ บุคลากรด้านผู้สูงอายุ และองค์กรภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ควรวางแผนร่วมกันในการดูแลผู้สูงอายุให้ครอบคลุมในเรื่อง การดูแลสุขภาพร่างกาย จิตใจ และสังคม เน้นให้ผู้สูงอายุ บุคคลในครอบครัว ได้มีส่วนร่วม</p> เบญจพร พึงไชย ##submission.copyrightStatement## 2024-02-26 2024-02-26 19 2 55 68 นวัตกรรมการตลาดแบบบูรณาการเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและบริการภายใต้บริบทของการดำเนินกิจการเพื่อสังคมของธุรกิจการท่องเที่ยวและบริการในประเทศไทย http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/1814 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความคิดเห็นของผู้ประกอบการ และวิเคราะห์อิทธิพลของประสบการณ์การรับรู้ ความรู้ความเข้าใจ ความตระหนักรู้ การให้คุณค่าด้านการท่องเที่ยวและการตลาดของกิจการเพื่อสังคม ที่มีต่อแนวโน้มพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติที่ได้ใช้บริการธุรกิจท่องเที่ยวและบริการของประเทศไทย พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางด้านนวัตกรรมการตลาดแบบบูรณาการเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและบริการภายใต้บริบทของการดำเนินกิจการเพื่อสังคมมีรูปแบบผสานทั้งวิจัยเชิงคุณภาพผ่านแบบสัมภาษณ์ เก็บข้อมูลเชิงลึกจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญคือ ผู้ประกอบการ นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติที่เคยเดินทางท่องเที่ยวธุรกิจเพื่อสังคมในประเทศไทย สุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง และวิจัยเชิงปริมาณก็บข้อมูลจากแบบสอบถามจำนวน 906 ตัวอย่าง วิเคราะห์ผลทางสถิติด้วยการวิเคราะห์ถดถอยแบบพหุคูณ ผลการศึกษา พบว่า (1) ผู้ประกอบการต้องตระหนักและให้ความสำคัญในมุมมองของนักท่องเที่ยวที่มีต่อบริการธุรกิจท่องเที่ยวและบริการของประเทศไทยภายใต้บริบทของการดำเนินกิจการเพื่อสังคม (2) ปัจจัยด้านการให้คุณค่า ปัจจัยด้านประสบการณ์ และด้านการรับรู้ด้านการท่องเที่ยวและบริการมีผลสูงสุดต่อการดำเนินกิจการเพื่อสังคม และ (3) ได้นำผลมาบูณาการผลการวิจัยพบว่า แนวทางการพัฒนานวัตกรรมการตลาดแบบบูรณาการของธุรกิจเพื่อสังคมที่สะท้อนถึง ถึงแนวทางการดำเนินกิจการด้านนวัตกรรมที่ควรประกอบด้วย 1) นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ 2) นวัตกรรมกระบวนการ และ 3) นวัตกรรมบริการ ที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการบริหารจัดการการท่องเที่ยวซึ่งเป็นส่วนที่ช่วยขับเคลื่อนกิจการเพื่อสังคมได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน</p> เตชิตา ภัทรศร พิมพ์มาดา วิชาศิลป์ ศีลสุภา วรรณสุทธิ์ ณัฐรฐนนท์ กานต์รวีกุลธนา ณัชชา ถาวรบุตร ##submission.copyrightStatement## 2024-02-26 2024-02-26 19 2 69 89 แรงจูงใจในการทำงานที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของพนักงานสถานีบริการน้ำมัน ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/1408 <p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) ศึกษาระดับความผูกพันต่อองค์กรของพนักงานสถานีบริการน้ำมันในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 2) ศึกษาระดับแรงจูงใจในการทำงานของพนักงานสถานีบริการน้ำมันในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และ 3) วิเคราะห์อิทธิพลของแรงจูงใจในการทำงานที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของพนักงานสถานีบริการน้ำมันในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากร คือ พนักงานสถานีบริการน้ำมันในเขตจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จำนวนตัวอย่างที่ใช้เท่ากับ 384 คน งานวิจัยนี้ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลซึ่งค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ 0.999 และข้อคำถามมีค่า IOC เท่ากับ 1 ทุกข้อ และใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบบเจาะจง สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับความผูกพันในการทำงานของพนักงานสถานีบริการน้ำมันในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ความผูกพันด้านพฤติกรรมมาเป็นลำดับแรก รองลงมา คือ ความผูกพันด้านทัศนคติ และความต้องการที่จะรักษาความเป็นสมาชิกภาพในองค์การตามลำดับ 2) ระดับแรงจูงใจในการทำงานของพนักงานสถานีบริการน้ำมันในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ปัจจัยจูงใจ มาเป็นลำดับแรก และปัจจัยค้ำจุนมาเป็นอันดับสอง และ 3) แรงจูงใจในการทำงานด้านปัจจัยจูงใจ ได้แก่ ความสำเร็จในการทำงานกับการได้รับการยอมรับนับถือ และด้านปัจจัยค้ำจุน ได้แก่ เงินเดือน โอกาสที่จะได้รับความก้าวหน้า นโยบาย และการบริหารงาน และด้านความมั่นคงในงานมีอิทธิพลต่อความผูกพันต่อองค์กรของพนักงานสถานีบริการน้ำมันในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ร้อยละ 82.80 (R2 = 0.828) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> ปานทิพย์ ลิมปติยากร สุเมธ ธุวดาราตระกูล ##submission.copyrightStatement## 2024-02-26 2024-02-26 19 2 91 106  รูปแบบการส่งเสริมทักษะชีวิตในโรงเรียนประถมศึกษาของพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/1516 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาในการส่งเสริมทักษะชีวิตของโรงเรียนประถมศึกษาในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก 2) ศึกษาระดับทักษะชีวิตของนักเรียนในโรงเรียนประถมศึกษาของพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และ 3) พัฒนารูปแบบการส่งเสริมทักษะชีวิตในโรงเรียนประถมศึกษาของพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method) โดยการศึกษาสภาพปัจจุบันในการส่งเสริมทักษะชีวิต กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหาร 260 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.60-1.00 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่และค่าร้อยละ การศึกษาระดับทักษะชีวิตของนักเรียน กลุ่มตัวอย่างเป็นครูผู้สอน 375 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.80-1.00 วิเคราะห์ข้อมูล โดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและจัดลำดับความต้องการจำเป็นด้วยวิธี Priority Needs Index (PNI) การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมทักษะชีวิต โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 6 คน เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันโรงเรียนมีความพร้อมในการส่งเสริมทักษะชีวิตอยู่ในระดับปานกลาง โรงเรียนมีโครงการในการพัฒนาทักษะชีวิต ได้แก่ โครงการครูแดร์ โครงการลูกเสือเนตรนารี โครงการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ส่วนสภาพปัญหาโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง 2) การศึกษาระดับทักษะชีวิต พบว่า สภาพที่เป็นอยู่จริงอยู่ในระดับมาก สภาพที่คาดหวังอยู่ในระดับมากที่สุด ทักษะชีวิตที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุด ได้แก่ ทักษะการคิดสร้างสรรค์ ทักษะการแก้ปัญหา และทักษะการคิดวิเคราะห์ 3) รูปแบบการส่งเสริมทักษะชีวิต ประกอบด้วย หลักการและแนวคิด วัตถุประสงค์ กระบวนการ การกำกับติดตาม และเงื่อนไขความสำเร็จ ส่วนผลการประเมินรูปแบบ พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก</p> ยุตติชน บุญเพศ ชนะศึก นิชานนท์ ##submission.copyrightStatement## 2024-02-26 2024-02-26 19 2 107 126 กลยุทธ์การจัดการช่องทางการสื่อสารแบบบูรณาการจากมุมมองของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ที่มีต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเมืองรองของจังหวัดราชบุรี http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/1549 <p>การวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาองค์ประกอบการท่องเที่ยวของจังหวัดราชบุรี (2) วิเคราะห์ศักยภาพช่องทางการสื่อสารแบบบูรณาการ (3) นำเสนอกลยุทธ์การจัดการช่องทางการสื่อสารแบบบูรณาการจากมุมมองของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเมืองรองของจังหวัดราชบุรี โดยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างและเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงจากตัวแทนภาครัฐและเอกชน รวมทั้งสิ้น 10 คน โดยผู้วิจัยใช้วิธีการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า วิธีวิเคราะห์เชิงเนื้อหารวมถึง SWOT Analysis และ TOWS Matrix ผลการศึกษาพบว่า (1) องค์ประกอบการท่องเที่ยวของจังหวัดราชบุรี (6As) เป็นไปในแนวทางที่สอดคล้องกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวในปัจจุบันที่เข้าถึงข้อมูลผ่านการสื่อสารโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมประกอบการตัดสินใจ อีกทั้งแหล่งท่องเที่ยวสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทุกกลุ่มเพศ ทุกวัย (2) ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีความคิดเห็นเป็นไปในแนวทางเดียวกันต่อการมุ่งสร้างความรู้และสร้างโอกาสให้ชุมชนมีรายได้ แต่ยังขาดการบูรณาการระหว่างภาคส่วนและปัญหาพฤติกรรมคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว (3) กลยุทธ์การบริหารเชิงรุกควรมุ่งบูรณาการนำเสนอจุดเด่นของพื้นที่ โดยสร้างเนื้อหาที่ดึงดูดความสนใจและสื่อสารเพื่อทำตลาดท่องเที่ยว กลยุทธ์การบริหารเชิงแก้ไข ควรมุ่งพัฒนาฐานข้อมูลการท่องเที่ยวด้วยระบบเทคโนโลยี กลยุทธ์การบริหารเชิงป้องกัน ควรมุ่งสร้างความสนใจการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและเมืองอาหาร ชาติพันธุ์ที่หลากหลายและสื่อสารภาพลักษณ์การท่องเที่ยวที่มีจิตสำนึก กลยุทธ์การบริหารเชิงรับ ควรมุ่งให้ภาครัฐพัฒนาธุรกิจท่องเที่ยวที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและให้ความรู้ด้านการตลาดดิจิทัล</p> เรวิตา สายสุด ปริญญา บรรจงมณี อัญชลี เหลืองอ่อน ##submission.copyrightStatement## 2024-02-26 2024-02-26 19 2 127 141 ผลของการปรึกษากลุ่มตามทฤษฎีพิจารณาเหตุผล อารมณ์และพฤติกรรม ต่อความเครียดในการทำงานของครูศูนย์เด็กเล็ก http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/1339 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งการทดลอง มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อเปรียบเทียบความเครียดในการทำงานของครูศูนย์เด็กเล็กกลุ่มทดลองที่ได้รับการปรึกษากลุ่มตามทฤษฎีพิจารณาเหตุผล อารมณ์และพฤติกรรมระหว่างก่อนและหลังการทดลอง (2) เพื่อเปรียบเทียบความเครียดในการทำงานของครูศูนย์เด็กเล็กระหว่างกลุ่มทดลองที่ได้รับการปรึกษากลุ่มตามทฤษฎีพิจารณาเหตุผล อารมณ์และพฤติกรรมและกลุ่มควบคุมไม่ได้รับการให้การปรึกษากลุ่ม ก่อนการทดลองและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือครูศูนย์เด็กเล็กวิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัยในพระราชูปถัมภ์ จังหวัดนครปฐม จำนวนทั้งหมด 8 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบวัดความเครียดในการทำงาน ความตรงเชิงเนื้อหามีค่า 0.60-1.00 ค่าความเที่ยง 0.945 และโปรแกรมการปรึกษากลุ่มตามทฤษฎีพิจารณาเหตุผล อารมณ์และพฤติกรรม ดัชนีความสอดคล้องมีค่า 0.60-1.00 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบความเครียดในการทำงานใช้สถิติ Paired – sample t – test และเปรียบเทียบความเครียดในการทำงานระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยใช้สถิติ t-test independent ผลการวิจัยที่สำคัญสรุปได้ดังนี้ 1.ความเครียดในการทำงานของครูศูนย์เด็กเล็กฯ กลุ่มทดลองหลังได้รับการให้การปรึกษากลุ่มลดลงก่อนให้การปรึกษากลุ่มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.ความเครียดในการทำงานของครูศูนย์เด็กเล็กฯ กลุ่มทดลองหลังได้รับการปรึกษากลุ่มลดลงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> เวณุกา ทัศนภักดี กาญจนา สุทธิเนียม ชลพร กองคำ ชูวิทย์ รัตนพลแสนย์ ##submission.copyrightStatement## 2024-02-26 2024-02-26 19 2 143 159 การศึกษาสารมาตรฐานภายในชนิดใหม่เพื่อการวิเคราะห์เชิงปริมาณ ของเมทแอมเฟตามีนไฮโดรคลอไรด์ที่ผสมสารส้มโดยแก๊สโครมาโทกราฟี http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/1411 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความเสถียรและประสิทธิภาพของสารมาตรฐานภายใน (IS) ชนิดใหม่สำหรับการวิเคราะห์ปริมาณเมทแอมเฟตามีนไฮโดรคลอไรด์ (MA) ที่ผสมสารส้มด้วยแก๊สโครมาโทกราฟี (GC) โดยการศึกษาจากสาร 4 ชนิด ได้แก่ Diphenylamine (DPA), Benzylamine, N-methylbenzyl Amine และ Diphenhydramine ตัวอย่างที่ใช้เตรียมได้จากการผสมสารมาตรฐาน MA และสารส้มเข้าด้วยกันใน IS จากผลการวิจัย พบว่า 1) ความเสถียรของสารที่นำมาศึกษา มีเพียง DPA ที่เสถียรต่อตัวอย่าง ไม่ทำปฏิกิริยากับ MA และสารส้ม สามารถเตรียม และเก็บไว้สำหรับการวิเคราะห์ MA เป็นระยะเวลานานกว่า 1 เดือน และ 2) ตัวอย่างในสภาวะที่มี DPA และไม่มี DPA ให้ผลความเข้มข้นของ MA ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 แสดงว่า DPA เป็น IS ที่มีประสิทธิภาพในการวิเคราะห์ความเข้มข้นของ MA เนื่องจาก DPA ไม่รบกวนการวิเคราะห์ สรุปได้ว่า DPA ที่นำมาพัฒนาเป็น IS ชนิดใหม่ให้ประสิทธิภาพและความเสถียรสูง สามารถเป็นทางเลือกในการวิเคราะห์สารเสพติด MA ที่ปนเปื้อนสารส้มได้โดยลดข้อจำกัดและความยุ่งยากของการวิเคราะห์ เนื่องจากวิธีมาตรฐานที่ใช้ในการวิเคราะห์ความบริสุทธิ์ของ MA ต้องมีการสกัดตัวอย่างเพื่อกำจัดสารปนเปื้อนซึ่งส่งผลต่อความเสถียรของ IS แต่หากใช้ DPA เป็น IS จะลดขั้นตอนดังกล่าวลงได้ จึงสามารถนำผลการตรวจพิสูจน์เข้าสู่กระบวนการได้เร็วขึ้น ความคลาดเคลื่อนสำหรับการตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์จากการวิเคราะห์ตัวอย่างที่ปนเปื้อนก็ลดลง อันเป็นประโยชน์แก่การสอบสวนและสร้างความยุติธรรมต่อกระบวนการพิจารณาในชั้นศาล</p> อธิป อจละนันท์ ปริญญา สีลานันท์ ##submission.copyrightStatement## 2024-02-26 2024-02-26 19 2 161 177 สถานีดับเพลิงและกู้ภัย กรุงเทพมหานคร http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/1066 <p>สถานีดับเพลิงและกู้ภัยเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัย ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุและภายหลังเกิดเหตุ เสริมสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับประชาชนในกรุงเทพมหานคร โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ปฏิบัติการป้องกันและระงับอัคคีภัย กำหนดมาตรการในการป้องกันและระงับอัคคีภัย และบรรเทาสาธารณภัยอื่น ๆ ทั้งในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเกณฑ์มาตรฐานในการปฏิบัติงานของสถานีดับเพลิงและกู้ภัย โดยแบ่งออกเป็น เกณฑ์มาตรฐานนักดับเพลิงต่อจำนวนประชากร (1 คน : 552 คน) และเกณฑ์มาตรฐานสถานีดับเพลิงและกู้ภัยต่อพื้นที่รับผิดชอบ (1 สถานี : 15 ตารางกิโลเมตร) และ 2) วิเคราะห์จำนวนสถานีดับเพลิงและกู้ภัยและจำนวนนักดับเพลิงที่เหมาะสมของกรุงเทพมหานครตามเกณฑ์มาตรฐาน ผลการศึกษา พบว่า 1) กรุงเทพมหานครมีนักดับเพลิง 1 คน ต่อประชากร 3,042 คน มีสถานีดับเพลิงและกู้ภัย 1 สถานี รับผิดชอบพื้นที่ประมาณ 104 ตารางกิโลเมตร และ 2) กรุงเทพมหานครควรมีสถานีดับเพลิงและกู้ภัย จำนวนไม่น้อยกว่า 110 สถานี ซึ่งในปัจจุบันมีสถานีดับเพลิงและกู้ภัย จำนวน 47 สถานี และกรุงเทพมหานครควรมีนักดับเพลิง จำนวน 10,123 คน แต่ปัจจุบันมีนักดับเพลิงเพียงแค่ 1,837 คน</p> กันต์ธสิทธิ์ พิมพ์สอาด กีรติ ศรีประไหม อจิรา เที่ยงตรง ##submission.copyrightStatement## 2024-02-26 2024-02-26 19 2 179 193 มุตโตทัย http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/2164 <p><strong>"มุตโตทัย"</strong></p> รัตนา บรรณาธรรม ##submission.copyrightStatement## 2024-02-26 2024-02-26 19 2 195 197