http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/issue/feed วารสารวิชาการบัณฑิตวิทยาลัยสวนดุสิต 2022-06-01T17:12:24+07:00 วารสารวิชาการบัณฑิตวิทยาลัยสวนดุสิต gradjournal@dusit.ac.th Open Journal Systems <p><strong>เกี่ยวกับวารสาร</strong></p> <p>&nbsp; &nbsp;วารสารวิชาการบัณฑิตวิทยาลัยสวนดุสิต ดำเนินมาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2547 เป็นวารสารราย 4 เดือน จัดพิมพ์ปีละ 3 ฉบับ เพื่อส่งเสริมให้คณาจารย์ นักวิชาการ นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป ได้เผยแพร่ผลงานทางวิชาการแก่สาธารณชน ในสาขาวิชาด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ (ครุศาสตร์ บริหารธุรกิจ รัฐประศาสนศาสตร์ รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ อาชญาวิทยา และสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง) อันจะเป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มพูนองค์ความรู้ ขยายประโยชน์ทางวิชาการ หรือนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวปฏิบัติในการสร้างสรรค์องค์กรและสังคม&nbsp;ทัศนะและข้อคิดเห็นใด ๆ ที่ปรากฏในวารสารนี้ เป็นความคิดเห็นของผู้เขียน ทางกองบรรณาธิการเปิดเสรีในด้านความคิด และไม่ถือว่าเป็นความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ Suan Dusit Graduate School Academic Journal</p> http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/1152 บทบรรณาธิการ 2022-06-01T17:12:15+07:00 บทบรรณาธิการ บทบรรณาธิการ non_19240@hotmail.com 2022-07-05T16:52:48+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/1153 กองบรรณาธิการ 2022-06-01T17:12:15+07:00 กองบรรณาธิการ กองบรรณาธิการ non_19240@hotmail.com 2022-07-05T16:52:48+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/1154 สารบัญ 2022-06-01T17:12:15+07:00 สารบัญ สารบัญ non_19240@hotmail.com 2022-07-05T16:52:48+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/1079 การสร้างแบบวัดความสามารถในการคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 2022-06-01T17:12:15+07:00 ณัฐารส ภูคา pae.phookha@gmail.com น้ำทิพย์ องอาจวาณิชย์ juju_day45@hotmail.com <p>จุดมุ่งหมายในการศึกษาครั้งนี้ เพื่อสร้างและหาคุณภาพแบบวัดความสามารถในการคิดเชิงระบบ (Systems thinking) และสร้างเกณฑ์ปกติสำหรับใช้กับแบบวัดความสามารถในการคิดเชิงระบบ (Systems thinking) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่กำลังศึกษาในปีการศึกษา 2563 ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา จังหวัดพิจิตร จำนวน 370 คน จากนักเรียนทั้งหมด 23 โรง ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi – Stage Random Sampling) &nbsp;ผลการวิจัย พบว่า 1. แบบวัดความสามารถในการคิดเชิงระบบ (Systems thinking) ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจำนวน 1 ฉบับ 5 สถานการ์ 20 คำถาม มีคุณภาพ ดังนี้ มีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยมีค่าเฉลี่ยคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่ 0.60 ถึง 1.00 มีค่าความยากตั้งแต่ 0.40 ถึง 0.80 มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.40 ถึง 0.90 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบัคเท่ากับ 0.976 2. แบบวัดความสามารถในการคิดเชิงระบบ (Systems thinking) ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีเกณฑ์ปกติสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา จังหวัดพิจิตร อยู่ในช่วงคะแนนตั้งแต่ T24 ถึง T70 แบ่งออกเป็นระดับดีมาก ดี พอใช้ อ่อน&nbsp; ควรได้รับการพัฒนา</p> 2022-06-01T15:50:31+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/1085 การจัดการอาชีวศึกษาระหว่างประเทศไทยกับประเทศเยอรมนี: การศึกษาเปรียบเทียบ 2022-06-01T17:12:16+07:00 ธงชัย - สมบูรณ์ Thongchai.s@rumail.ru.ac.th อรนุช ลิมตศิริ ornuch.l@rumail.ru.ac.th สืบพงษ์ ปราบใหญ่ suebpong@ru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุเพื่อศึกษาเปรียบเทียบการอาชีวศึกษาของประเทศไทยกับประเทศเยอรมนีในด้านนโยบายและจุดมุ่งหมาย ด้านการบริหารจัดการ ด้านหลักสูตรและการจัดเรียนการสอนและด้านสภาพการณ์ปัจจุบันโดยใช้วิธีวิทยาการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์จากเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการอาชีวศึกษาของทั้ง 2 ประเทศ จำนวน 20 ฉบับ ผลการวิจัยพบว่า ด้านนโยบายและจุดมุ่งหมาย ทั้งสองประเทศ มุ่งเน้นการพัฒนาความรู้ทักษะและความสามารถเชิงวิชาชีพและการประกอบอาชีพ การผลิตกำลังคนให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และความต้องการของการตลาดแรงงานในประเทศเป็นส่วนใหญ่ ด้านการบริหารและการจัดการ รัฐบาลกลางของทั้งสองประเทศจะเป็นผู้กำหนดนโยบายหลัก แต่ทั้งนี้ ประเทศไทยมีการบริหารจัดการด้านอาชีวศึกษาแบบรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง ซึ่งประเทศเยอรมนีมีการบริหารจัดการด้านอาชีวศึกษาแบบกระจายอำนาจไปยังมลรัฐต่าง ๆ ด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ ทั้งสองประเทศมีหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้แบบระบบทวิภาคีที่เรียกว่า Dual System มีการเรียนทั้งเนื้อหาทางด้านทฤษฎีและมีการฝึกงานในสถานประกอบการซึ่งเรียกว่า Apprenticeship ส่วนด้านสภาพการณ์ปัจจุบันทั้งสองประเทศ มีการกระจายหน่วยงานรับผิดชอบมากขึ้นเน้นการเรียนรู้โดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญรวมทั้งการพัฒนาทักษะชีวิตและทักษะทางด้านสังคม</p> 2022-06-01T16:13:25+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/1055 การจัดกิจกรรมการเล่นเสรีในมุมวิทยาศาสตร์ตามแนวคิดไฮสโคป เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดเชิงเหตุผลสำหรับเด็กปฐมวัย 2022-06-01T17:12:16+07:00 ภาวิณี คงพรม punimpawinee@gmail.com สรวงพร กุศลส่ง hometoy@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการจัดกิจกรรมการเล่นเสรีในมุมวิทยาศาสตร์ตามแนวคิดไฮสโคปและเพื่อเปรียบเทียบทักษะการคิดเชิงเหตุผลสำหรับเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดกิจกรรม กลุ่มตัวอย่างในครั้งนี้เป็นเด็กปฐมวัยชาย - หญิง &nbsp;อายุ 4-5 ปี ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2&nbsp; ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนบ้านท่าพล (ท่าพลวิทยาคาร) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 จำนวน 27 คน เป็นชาย 10 คน หญิง 17 คน ได้จากการสุ่มอย่างง่ายโดยใช้ชื่อโรงเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม&nbsp; เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเล่นเสรีในมุมวิทยาศาสตร์ตามแนวคิดไฮสโคปสำหรับเด็กปฐมวัย จำนวน 20 แผน คู่มือการจัดกิจกรรมการเล่นเสรีในมุมวิทยาศาสตร์ตามแนวคิดไฮสโคปสำหรับเด็กปฐมวัย จำนวน 20 กิจกรรม แบบประเมินทักษะการคิดเชิงเหตุผลสำหรับเด็กปฐมวัย จำนวน 2 ชุด ดำเนินการทดลองตามแบบแผนการวิจัย One-Group Pretest-Posttest Design และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าคะแนนเฉลี่ย ค่าความแปรปรวน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานด้วย t-test แบบ Dependent ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาการจัดกิจกรรมการเล่นเสรีในมุมวิทยาศาสตร์ตามแนวคิดไฮสโคปสำหรับเด็กปฐมวัย มีคุณภาพแผนการจัดกิจกรรมอยู่ที่ 4.21 (&nbsp;= 4.21) ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ ระดับมาก ผลปรากฏว่า เวลาและการจัดกิจกรรมมีความเหมาะสม 2) ผลการเปรียบเทียบทักษะการคิดเชิงเหตุผลสำหรับเด็กปฐมวัยโดยภาพรวมก่อนการจัดกิจกรรมมีค่าเฉลี่ย 13.56 (S.D. = 2.77) หลังการจัดกิจกรรมมีค่าเฉลี่ย 16.56 (S.D. = 2.15) ส่งผลให้มีคะแนนพัฒนาสูงขึ้นมีค่าเฉลี่ย 3.00 (S.D. = 1.14) แสดงให้เห็นว่า หลังการจัดกิจกรรมเด็กปฐมวัยมีทักษะการคิดเชิงเหตุผลสูงขึ้นกว่าก่อนการจัดกิจกรรม ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> 2022-06-01T16:17:19+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/1045 พรสวรรค์พิเศษสู่จิตวิญญาณความเป็นครู กับการอุทิศตนเพื่อเด็กและเยาวชน ที่ด้อยโอกาสในสังคม กรณีศึกษา ครูเชาวลิต สาดสมัย (ครูเชาว์) 2022-06-01T17:12:17+07:00 มนัสวี แก้วผลึก Watthana.sp@gmail.com วัฒนา สร้อยสังวาลย์ Watthana.sp@gmail.com วาศิณี สุวรรณระวี wasinee.suwa@ku.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาชีวประวัติ ผลงาน จิตวิญญาณความเป็นครู และการปฏิบัติในการอุทิศตนเพื่อเด็กด้อยโอกาสทางการศึกษาของครูเชาวลิต สาดสมัย (ครูเชาว์) ใช้วิธีการดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกครูเชาว์ และการสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้ปกครอง จำนวน 2 คน&nbsp; และเยาวชน จำนวน 2 คน ประกอบกับการสัมภาษณ์ และการจดบันทึกข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูล ด้วยวิธีพรรณนาวิเคราะห์&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า</p> <p>1) ครูเชาวลิต สาดสมัย มีเส้นทางช่วงชีวิต 3 ช่วงชีวิต ได้แก่ วัยเยาว์ ครูเชาว์ ลืมตาดูโลกขึ้นมาพร้อมกับสภาพร่างกายที่พิการและบกพร่องทางสติปัญญาเติบโตมาในสถานสงเคราะห์เด็กพิการทางสมองและสติปัญญา วัยรุ่น ออกจากบ้านราชาวดีมาเรียนโรงเรียนชลประทานสงเคราะห์ จนจบการศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เข้าสู่วัยทำงาน&nbsp; จึงค้นหาประสบการณ์แปลกใหม่ผ่านหนังสือพิมพ์พลิกชะตาชีวิตสู่การเป็นครูอาสา</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2) จิตวิญญาณความเป็นครู เป็นผู้ที่มีจิตใจและเห็นคุณค่าในอาชีพครู มีความรักและเมตตาต่อเด็ก โดยช่วยเหลือ และเอาใจใส่อย่างเสมอภาค พัฒนาเด็กตามศักยภาพ ทุ่มเทอย่างเต็มที่ รับฟังเหตุผล และส่งเสริมให้นักเรียนได้รับการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น เป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม</p> <p>3) การปฏิบัติในการอุทิศตนเพื่อเด็กด้อยโอกาสทางการศึกษา โดยสร้างภาคีเครือข่ายร่วมกับเด็กและผู้ปกครอง และทำงานร่วมกับองค์กรภายนอก โดยสร้างเครือข่ายเพื่อจัดกิจกรรมให้ความรู้ และมอบทุนการศึกษา ซึ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กและคนในชุมชนให้ดียิ่งขึ้น</p> 2022-06-01T16:25:12+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/1080 การพัฒนาแบบวัดทักษะสร้างสรรค์นวัตกรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น 2022-06-01T17:12:18+07:00 สุจารี สำอางค์ kru.sujaree@hotmail.com น้ำทิพย์ องอาจวาณิชย์ Krusujaree@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) สร้างและหาคุณภาพของแบบวัดทักษะสร้างสรรค์นวัตกรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น 2) เพื่อสร้างเกณฑ์ปกติของแบบวัดทักษะสร้างสรรค์นวัตกรรมสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัยจำนวน 831 คน ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่2 ปีการศึกษา 2563 จากโรงเรียนทั้งหมด 27 โรงเรียน ที่ได้มาจากการสุ่มหลายขั้นตอน เครื่องมือที่สร้างขึ้นเป็นแบบวัดทักษะสร้างสรรค์นวัตกรรม ลักษณะเป็นแบบวัดประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 43 ข้อ ผลการวิจัย พบว่า แบบวัดที่สร้างขึ้น ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ การคิดอย่างสร้างสรรค์ ทำงานร่วมกับบุคคลอื่นอย่างสร้างสรรค์ และการสร้างนวัตกรรมให้เกิดผลสำเร็จ คุณภาพของแบบวัดมีความตรงเชิงเนื้อหาของคำนิยามของทักษะสร้างสรรค์นวัตกรรม มีค่าระหว่าง 0.6–1 ความตรงเชิงเนื้อหาของแบบวัด มีค่าระหว่าง 0.6–1 ค่าอำนาจจำแนกทั้งสามองค์ประกอบ มีค่าระหว่าง 0.26–0.67 ผลการวิเคราะห์ความเชื่อมั่นทั้งฉบับมีค่า 0.925 ซึ่งมีค่าอยู่ในระดับสูง ค่าน้ำหนักองค์ประกอบของตัวแปรสังเกตได้ทุกตัวมีค่าเป็นบวก ซึ่งมีขนาดตั้งแต่ 0.41-0.75 เกณฑ์ปกติในด้านการคิดอย่างสร้างสรรค์&nbsp; T ปกติ มีค่าระหว่าง T10–T71 ด้านทำงานร่วมกับบุคคลอื่นอย่างสร้างสรรค์ T ปกติมีค่าระหว่าง T11–T69 ด้านการสร้างนวัตกรรมให้เกิดผลสำเร็จ T ปกติ มีค่าระหว่าง T12–T69 และแบบวัดทักษะสร้างสรรค์นวัตกรรม สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นทั้งฉบับ T ปกติ มีค่าระหว่าง T7–T71</p> 2022-06-01T16:28:30+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/1106 การพัฒนาแบบทดสอบกลุ่มวิชาชีพครูตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพคุรุสภาสำหรับนิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ในมหาวิทยาลัยเขตภาคเหนือ 2022-06-01T17:12:18+07:00 อนุชา รุ่งโรจน์ anucha.north12@gmail.com ปกรณ์ ประจันบาน anucha.north12@gmail.com <p>จุดมุ่งหมายในการศึกษาครั้งนี้ เพื่อสร้างและหาคุณภาพแบบทดสอบกลุ่มวิชาชีพครูตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพคุรุสภา สำหรับนิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ในมหาวิทยาลัยเขตภาคเหนือ และสร้างเกณฑ์ปกติ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับใช้กับแบบทดสอบกลุ่มวิชาชีพครูตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพคุรุสภา สำหรับนิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู</p> <p>ในมหาวิทยาลัยเขตภาคเหนือ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู กำลังศึกษาในปีการศึกษา 2563 ของมหาวิทยาลัยเขตภาคเหนือ จำนวน 400 คน จากนิสิตทั้งหมด 5,510 ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่ม</p> <p>แบบหลายขั้นตอน (Multi–Stage Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบทดสอบกลุ่มวิชาชีพครูตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพคุรุสภา ชนิดปรนัยเลือกตอบ จำนวน 60 ข้อ ผลการวิจัย พบว่า 1. แบบทดสอบกลุ่มวิชาชีพครูตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพคุรุสภา ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 1 ฉบับ ชนิดปรนัยเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 60 ข้อ ผลการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบทดสอบมีค่าเฉลี่ยคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่ 0.60 ถึง 1.00 มีค่าความยากตั้งแต่ 0.35 ถึง 0.70 และมีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.20 ถึง 0.54 ผลการวิเคราะห์ค่าความเที่ยงของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.895 2. เกณฑ์ปกติของ (Norms) แบบทดสอบกลุ่มวิชาชีพครูตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพคุรุสภา สำหรับนิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ในมหาวิทยาลัยเขตภาคเหนือ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น <br> มีคะแนนดิบตั้งแต่ 0 ถึง 60 คะแนน T ตั้งแต่ T11 ถึง T90</p> 2022-06-01T16:32:18+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/1097 การมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้าประเวณี ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 2022-06-01T17:12:19+07:00 เพิ่มยศ ตันสกุล permyot_cpa@yahoo.com อารณีย์ วิวัฒนาภรณ์ aranee.v@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้าประเวณี ศึกษาระดับความคิดเห็นของประชาชนต่อแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้าประเวณี และเพื่อศึกษาถึงปัจจัยส่วนบุคคลที่แตกต่างกันกับระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนและระดับความคิดเห็นของประชาชนต่อแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้าประเวณีในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 400 คน มีการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาได้ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของข้อคำถามทุกข้ออยู่ระหว่าง 0.50–1.00 และทดสอบค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามได้ค่าสัมประสิทธิ์ Cronbach's alpha เท่ากับ 0.872 ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย อายุระหว่าง 20-29 ปี มีสถานภาพโสดมากที่สุด ส่วนใหญ่สำเร็จการศึกษาสูงสุดระดับปริญญาตรี มีอาชีพ ข้าราชการ/ รัฐวิสาหกิจ/ ลูกจ้างของรัฐ มากที่สุด ส่วนใหญ่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,000 - 19,999 บาท ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนมีค่าเฉลี่ยในภาพรวมอยู่ในระดับน้อย ส่วนระดับความคิดเห็นของประชาชนต่อแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหามีค่าเฉลี่ยในภาพรวมอยู่ในระดับมาก สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลที่แตกต่างกันกับระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนและระดับความคิดเห็นของประชาชนต่อแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้าประเวณี พบว่า ประชาชนที่มีอาชีพ แตกต่างกันมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สำหรับประชาชนที่มีเพศ อายุ สถานภาพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน แตกต่างกันมีระดับความคิดเห็นของประชาชนต่อแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> 2022-06-01T16:35:51+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/1078 แนวทางในการตัดสินใจเลือกใช้ระบบการบริหารจัดการคลังสินค้าในกลุ่มบริษัท ABC 2022-06-01T17:12:20+07:00 ฉัตรชัย ปทุมารักษ์ chatchai.path@gmail.com ชิตพงษ์ อัยสานนท์ Chatchai.path@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความคิดเห็นต่อการตัดสินใจเลือกใช้ระบบการบริหารจัดการคลังสินค้า 2) ศึกษาคุณลักษณะส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้ระบบการบริหารจัดการคลังสินค้า 3) ศึกษาแนวทางในการตัดสินใจเลือกใช้ระบบการบริหารจัดการคลังสินค้า เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน การวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม มีค่าความเที่ยงตรงตามเนื้อหา ระหว่าง 0.67–1.0 กลุ่มตัวอย่าง 239 คน สุ่มตัวอย่างแบบสัดส่วน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ การวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 10 คน ผลการวิจัยพบว่า (1) ระดับความคิดเห็นต่อการตัดสินใจเลือกใช้ระบบการบริหารจัดการคลังสินค้าในด้านการสรุปรายงาน ค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด 4.65 ด้านเครือข่ายและการเชื่อมโยงข้อมูล ค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด 4.21 ด้านการใช้งานของพนักงาน ค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก 3.92 และ ด้านการใช้งานตามฟังก์ชั่นกระบวนการทำงาน ค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก 3.87 ตามลำดับ (2) คุณลักษณะส่วนบุคคลในเรื่องของแผนกมีผลต่อการเลือกใช้ระบบในด้านฟังก์ชั่นกระบวนการทำงาน อายุและแผนกมีผลต่อการเลือกใช้ระบบในด้านการใช้งานของพนักงาน อายุ ระดับการศึกษา และ แผนกส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้ระบบการบริหารจัดการคลังสินค้า ด้านเครือข่ายและการเชื่อมโยงข้อมูล และแผนกมีผลต่อการเลือกใช้ระบบในด้านการสรุปรายงาน โดยมีระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.050 (3) แนวทางในการตัดสินใจเลือกใช้ระบบการบริหารจัดการคลังสินค้าในกลุ่มบริษัท ABC ประกอบด้วย ด้านฟังก์ชั่นกระบวนการทำงาน ด้านการใช้งานของพนักงาน ด้านเครือข่ายและการเชื่อมโยงข้อมูล และด้านการสรุปรายงาน</p> 2022-06-01T16:41:28+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/1098 การวิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่าใหม่และการวัดการกระจายรายได้ของผลิตภัณฑ์ขนมลา ในจังหวัดนครศรีธรรมราช 2022-06-01T17:12:20+07:00 ฐิติมา บูรณวงศ์ thitima_boo@nstru.ac.th ศณัทชา ธีระชุนห์ sanatcha_the@nstru.ac.th ธัชชา สามพิมพ์ Tatcha_Sam@nstru.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่าใหม่ และศึกษาการวัดการกระจายรายได้ของผลิตภัณฑ์ขนมลา กลุ่มวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ประชากรที่ใช้ในการศึกษาคือกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดนครศรีธรรมราชจำนวน 6 กลุ่ม ในการวิจัยมีการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ ข้อมูลกระบวนการผลิต ราคาขาย ต้นทุนในการผลิตและค่าใช้จ่ายอื่นๆ จากแบบสอบสัมภาษณ์โดยการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่า สัดส่วนรายได้ และมูลค่าเพิ่ม ทั้งยังทำการเก็บข้อมูลการบันทึกรายได้ของชุมชน เพื่อนำมาวิเคราะห์การกระจายรายได้ของชุมชนผู้ผลิตขนมลา ผลวิจัยพบว่า 1) ห่วงโซ่คุณค่าใหม่ผลิตภัณฑ์ขนมลาของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสามารถแบ่งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำทั้งหมด 6 ภาคี ได้แก่ ผู้ผลิต ผู้แปรรูปขั้นต้น ผู้แปรรูปขั้นสุดท้าย ผู้ขายส่ง ผู้ขายปลีก และผู้บริโภค 2) ผลการวิเคราะห์สัดส่วนรายได้และมูลค่าเพิ่มของแต่ละผลิตภัณฑ์ในห่วงโซ่คุณค่าใหม่ พบว่าการแปรรูปผลิตภัณฑ์สามารถเพิ่มมูลค่าของวัตถุดิบได้สูงสุดถึง 76.46 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับราคาขนมลาแผ่น สำหรับสัดส่วนรายได้ในแต่ละภาคี พบว่าผู้ผลิตมีสัดส่วนรายได้ต่ำสุด ส่วนผู้แปรรูปและผู้ขายส่งมีสัดส่วนรายได้สูงสุด 3) ผลการวัดการกระจายรายได้ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนทั้ง 6 กลุ่ม มีการกระจายรายได้ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชจำนวน 3,962,990.61 บาท คิดเป็นร้อยละ 96.05 และการกระจายรายได้นอกพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชจำนวน 62,751.58 บาท คิดเป็นร้อยละ 3.88 ของการกระจายรายได้ทั้งหมด การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนตรงตามความต้องการและพฤติกรรมของผู้บริโภค สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้แก่ชุมชน</p> 2022-06-01T16:45:47+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/1046 แนวทางการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านไอทีเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่มหาวิทยาลัยดิจิทัล 2022-06-01T17:12:21+07:00 ดำรงค์ สุขเกิด damrong.suk@dome.tu.ac.th อรพรรณ คงมาลัย korapan@tu.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทักษะดิจิทัล บริบทการเรียนรู้ดิจิทัล ความสำเร็จของโครงการจ้างงานภายนอกด้านไอที และการเปลี่ยนผ่านสู่มหาวิทยาลัยดิจิทัล รวมไปถึงเพื่อเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านไอที เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่มหาวิทยาลัยดิจิทัลของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณที่ทำการศึกษารวบรวมปัจจัยที่เกี่ยวข้องจากการทบทวนวรรณกรรม กลุ่มประชากรตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ บุคลากรด้านไอทีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ระบบงานคอมพิวเตอร์ ช่างเครื่องคอมพิวเตอร์ และนักวิชาการคอมพิวเตอร์ รวมทั้งหมด 149 คน โดยการสำรวจเก็บข้อมูลทุกหน่วยประชากรผ่านแบบสอบถามผ่านช่องทางออนไลน์ หลังจากนั้นนำข้อมูลที่ได้นั้นมาดำเนินการวิเคราะห์เชิงพรรณนา การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างแบบวิธีกำลังสองน้อยที่สุดบางส่วนสำหรับการทดสอบสมมติฐาน รวมทั้งนำผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลดำเนินการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เชี่ยวชาญ ผลการวิจัยพบว่าทักษะดิจิทัลและบริบทการเรียนรู้ดิจิทัลร่วมกันส่งผลเชิงบวกต่อความสำเร็จของโครงการจ้างงานภายนอกด้านไอที นอกจากนี้ ทักษะดิจิทัลและความสำเร็จของโครงการจ้างงานภายนอกด้านไอทีร่วมกันส่งผลเชิงบวกต่อการเปลี่ยนผ่านสู่มหาวิทยาลัยดิจิทัล ผลการวิจัยในครั้งนี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านไอทีเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่มหาวิทยาลัยดิจิทัลต่อไป</p> 2022-06-01T16:48:07+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/1094 การพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ชุมชนปัถวี จังหวัดจันทบุรี 2022-06-01T17:12:21+07:00 เปรมปรีดา ทองลา gift-tee312@hotmail.com นันทภัค บุรขจรกุล nantapak.b@rbru.ac.th <p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาองค์ประกอบของแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ชุมชนปัถวี จังหวัดจันทบุรี 2. ประเมินศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ชุมชนปัถวี จังหวัดจันทบุรี 3. นำเสนอแนวทางการพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ชุมชนปัถวี จังหวัดจันทบุรี และ 4. นำเสนอเส้นทางการท่องเที่ยวชุมชนปัถวี &nbsp;&nbsp;จังหวัดจันทบุรี การวิจัยนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 2 กลุ่ม 1. หน่วยงานภาครัฐและ 2. คนในชุมชน รวม 30 คน จากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์อย่างมีโครงสร้างแบบประเมินมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและการประชุมกลุ่มย่อย จากนั้นตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ และวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า 1. องค์ประกอบของแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรชุมชนท่องเที่ยวบ้านปัถวีพบว่า ชุมชนปัถวีมี5 องค์ประกอบ 1) สิ่งดึงดูดใจชุมชนปัถวีมีสิ่งดึงดูดใจคือการท่องเที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์ 2) การเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวเข้าถึงสถานที่ได้รวดเร็ว ปลอดภัย และสะดวกสบาย 3) การบริการที่พัก ภายในชุมชนยังไม่มี <br> 4) กิจกรรมการท่องเที่ยว 1. ชมสวนอินทรีย์ชุมชนปัถวี 2. ชมการแปรรูปผลผลิต 3. ชิมทุเรียนพันธุ์พื้นเมือง 4. ชื้อของที่ระลึก 5) สิ่งอำนวยความสะดวก ชุมชนปัถวี มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ 2. ผลการประเมินศักยภาพการจัดการท่องเที่ยวเชิงเกษตรชุมชนปัถวี มีค่าเฉลี่ยที่ 66.45 อยู่ในระดับดี 3. เสนอแนวทางการพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ชุมชนปัถวี โดยมีทั้งหมด 6 แผน คือ 1) การบริหารด้านจัดการการท่องเที่ยว 2) ด้านการตลาด 3) ด้านกิจกรรม 4) ด้านผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก 5) ด้านกายภาพและ 6) ด้านสิ่งอำนวยความสะดวกในแหล่งท่องเที่ยว 4. เสนอเส้นทางการท่องเที่ยวชุมชนปัถวี ทั้งในและนอกฤดูการท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายและมีเอกลักษณ์<br> เพื่อสร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยว</p> 2022-06-01T16:51:11+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/1048 แนวปฏิบัติด้านการจัดการขยะและมลพิษของการประกอบธุรกิจร้านอาหารสีเขียวในประเทศไทย 2022-06-01T17:12:22+07:00 ยศพิชา คชาชีวะ yotpicha@gmail.com จิราพร ชมสวน jchomsuan@yahoo.com <p>ผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารในปัจจุบันให้ความสนใจต่อการประกอบธุรกิจร้านอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือร้านอาหารสีเขียว ซึ่งประกอบด้วยแนวปฏิบัติหลายประการ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ศึกษาถึงองค์ประกอบของแนวปฏิบัติด้านการจัดการขยะและมลพิษเนื่องจากเป็นด้านที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน และยังได้ศึกษาถึงความสัมพันธ์ของปัจจัยประชากรศาสตร์ ด้านเพศ อายุ และรายได้ของผู้ประกอบธุรกิจอาหารกับแนวปฏิบัตินี้ โดยศึกษากับผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารทุกประเภทซึ่งไม่ทราบจำนวนที่แน่นอน จึงใช้การสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก ทำการสอบถามตัวอย่างจำนวน 407 ราย นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์องค์ประกอบแนวปฏิบัติด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (Exploratory Factor Analysis: EFA) และทำการยืนยันด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis: CFA) นำปัจจัยที่ได้ไปวิเคราะห์ความสัมพันธ์กับตัวแปรต้นด้านประชากรศาสตร์ด้วยสถิติ t-test และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (one-way analysis of variance) ผลการศึกษาพบว่าผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารให้ความสำคัญกับการลดมลพิษ &nbsp;การลดขยะต้นทาง การใช้เทคโนโลยีลดขยะ และการจัดการขยะ ตามลำดับ ยังพบว่าปัจจัยเพศมีผลต่อการปฏิบัติในด้านนี้ไม่แตกต่างกัน แต่ให้ความสนใจการปฏิบัตินี้ในระดับสูง และผู้ที่อายุน้อยมีพฤติกรรมการจัดการขยะและการลดขยะต้นทางมากกว่าผู้ที่มีอายุมากกว่า และผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารที่มีรายได้สูงมีพฤติกรรมด้านการใช้เทคโนโลยีลดขยะและการลดขยะต้นทางมากกว่าผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า</p> 2022-06-01T16:56:01+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/1107 การจำแนกลักษณะองค์ประกอบของระเบิดที่เกิดขึ้นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยใช้เทคนิค Scanning Electron Microscope/Energy Dispersive X-ray Spectroscopy 2022-06-01T17:12:22+07:00 ธิติ มหาเจริญ m_thiti@yahoo.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ลักษณะธาตุองค์ประกอบที่สำคัญในวัตถุระเบิด รวมถึงเปรียบเทียบปริมาณธาตุองค์ประกอบในวัตถุระเบิดแต่ละชนิดที่พบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นการวิจัย<br> เชิงทดลอง โดยใช้ตัวอย่างเศษวัตถุระเบิดที่ใช้ในการก่อเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 9 ตัวอย่าง ทำการวิเคราะห์ด้วยเทคนิคกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราดร่วมกับเครื่องเอกซเรย์สเปคโตรสโคปี<br> แบบกระจายพลังงาน วิเคราะห์ผลด้วยสถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า <br> ธาตุองค์ประกอบของวัตถุระเบิดที่มีปริมาณแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ได้แก่ ธาตุคาร์บอน (C) ไนโตรเจน (N) ออกซิเจน (O) แมกนีเซียม (Mg) อะลูมิเนียม (Al) ซิลิกอน (Si) โพแทสเซียม (K) โครเมียม (Cr) แมงกานีส (Mn) เหล็ก (Fe) สังกะสี (Zn) คลอรีน (Cl) แคลเซียม (Ca) และกำมะถัน (S) ส่วนธาตุองค์ประกอบที่มีปริมาณไม่แตกต่างกัน ได้แก่ ไทเทเนียม (Ti) โซเดียม (Na) และเงิน (Ag) เมื่อจำแนกธาตุองค์ประกอบแต่ละชนิดที่พบในตัวอย่างเศษวัตถุระเบิด พบว่า ธาตุคาร์บอน (C) ออกซิเจน (O)&nbsp; ซิลิกอน (Si) แมงกานีส (Mn) และเหล็ก (Fe) พบใน 9 ตัวอย่าง โพแทสเซียม (K) และสังกะสี (Zn) พบใน 8 ตัวอย่าง แคลเซียม (Ca) พบใน 7 ตัวอย่าง แมกนีเซียม (Mg) พบใน 6 ตัวอย่าง อะลูมิเนียม (Al) พบใน 5 ตัวอย่าง&nbsp; คลอรีน (Cl) พบใน 4 ตัวอย่าง ไนโตรเจน (N) โครเมียม (Cr) และกำมะถัน (S) พบใน 2 ตัวอย่าง สามารถสรุปได้ว่า วัตถุระเบิดทั้ง 9 ตัวอย่าง มีลักษณะธาตุองค์ประกอบ จำนวนและปริมาณธาตุที่เป็นองค์ประกอบแตกต่างกันและมีลักษณะเฉพาะตัว ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสารที่มีคุณสมบัติในการระเบิดและสารที่นำมาผสมเพื่อให้มีคุณสมบัติเป็นวัตถุระเบิด&nbsp;</p> 2022-06-01T16:57:45+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/969 โรคสมาธิสั้น: บทบาทครูมืออาชีพในการช่วยเหลือในโรงเรียน 2022-06-01T17:12:23+07:00 บุญเลี้ยง ทุมทอง boonleang4848@gmail.com <p>โรคสมาธิสั้น หรือ Attention-Deficit Hyperactivity Disorder (ADHD) คือ กลุ่มอาการที่เป็นความผิดปกติของพัฒนาการ อันเกิดจากความบกพร่องในการทำหน้าที่ของสมอง ทำให้มีปัญหาในการควบคุมตนเองมีอาการซน ไม่อยู่นิ่ง ขาดการยั้งคิดหรือหุนหันพลันแล่น และขาดสมาธิที่ต่อเนื่อง (Inattention) โดยพฤติกรรมเหล่านี้มีมากกว่าพฤติกรรมปกติของเด็กในวัยเดียวกัน ทำให้เสียหน้าที่ในการดำเนินชีวิตประจำวันหรือการเข้าสังคมสมาธิสั้นเป็นโรคที่พบได้บ่อยที่สุดในเด็กวัยเรียน ปัจจุบันยังไม่มีการอธิบายสาเหตุการเกิดโรคสมาธิสั้นที่ระบุได้ชัดเจนเชื่อว่าเกิดจากหลายสาเหตุทั้งจากพันธุกรรม และความบกพร่องทางสมอง ส่วนปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงแต่เป็นปัจจัยร่วมที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคสมาธิสั้นได้มากกว่าทั่วไป การคัดกรองโรคสมาธิสั้นเป็นบทบาทหนึ่งที่ครูจะช่วยให้ค้นพบเด็กสมาธิสั้นได้เร็ว ซึ่งจะช่วยให้สามารถจัดการดูแลเด็กได้ดีขึ้น โดยในปัจจุบันการรักษาที่ให้ผลดีที่สุดคือ การรักษาแบบผสมผสาน ระหว่างการใช้ยา เพื่อช่วยปรับการทำงานของสมอง ร่วมไปกับการปรับพฤติกรรมทั้งที่บ้านและการช่วยเหลือด้านการเรียน เพื่อให้สามารถเรียนหนังสือหรือทำงานได้ตามปกติ</p> 2022-07-05T16:52:48+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/975 กาพย์กลอนเหมาเจ๋อตุง 2022-06-01T17:12:23+07:00 ยอดชาย ชุติกาโม nathee_123@yahoo.com <p>ชื่อเรื่อง&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กาพย์กลอนเหมาเจ๋อตุง</p> <p>ผู้แต่ง&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เหมาเจ๋อตุง</p> <p>จำนวนหน้า&nbsp; &nbsp; &nbsp;74 หน้า</p> <p>ผู้พิมพ์&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำนักพิมพ์ภาษาต่างประเทศ, นครปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน, 2522</p> <p>ภาษา&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ไทย</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; “กาพย์กลอนเหมาเจ๋อตุง” เป็นหนังสือแปลบทประพันธ์กาพย์กลอนภาษาจีนของเหมาเจ๋อตุง ที่พยายามรักษาเนื้อหาให้ใกล้เคียงกับภาษาจีนมากที่สุดโดยการใช้ฉันทลักษณ์ของไทย แม้ในฉบับพิมพ์ครั้งแรกนี้จะมิได้ระบุชื่อผู้แปลว่าเป็นใคร แต่คาดเดาได้ว่าคงเป็น “สหาย” ชาวไทยที่มีความแตกฉานในภาษาไทย-จีน ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญทางอักษรศาสตร์ของจีน จึงสามารถแปลออกมาได้อย่างสละสลวย ทำให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจถึงเนื้อหาที่ผู้นิพนธ์ต้องการสื่อได้เป็นอย่างดี</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เหมาเจ๋อตุงเป็นรัฐบุรุษคนสำคัญของจีนสมัยใหม่ เป็นผู้นำในการปฏิวัติสังคมจีนให้พ้นจากความล้าหลัง ความอดอยากและความไร้เอกภาพ ทั้งนี้ ตั้งแต่ครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 19 จีนอยู่ในสภาพที่เรียกว่าเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย ประเทศเสื่อมโทรมไร้ประสิทธิภาพในการปกครอง ทรัพยากรและดินแดนถูกมหาอำนาจต่าง ๆ เข้ามาเบียดบังแย่งชิงหาผลประโยชน์ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหลายครั้งแต่ก็ไม่มีผลในการสร้างเสถียรภาพและกอบกู้เกียรติภูมิของจีนขึ้นมาได้ เหมาเจ๋อตุงเห็นว่าแนวทางในการเปลี่ยนแปลงสังคมจีนให้กลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้งต้องยึดแนวทางสังคมนิยม ประสานพลังมวลชนต่าง ๆ ให้มาร่วมในการทำสงครามปฏิวัติ สงครามปฏิวัติสังคมจีนที่เหมาเจ๋อตุงเป็นผู้นำนี้นำมาสู่การต่อสู้กับกองกำลังขุนศึกต่าง ๆ ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1920 รวมทั้งการต่อสู้ในสงครามโลกครั้งที่สอง จนกระทั่งการทำสงครามปฏิวัติได้ประสบผลสำเร็จในการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนใน ค.ศ. 1949 ซึ่งแม้จะทำการปฏิวัติยึดอำนาจรัฐสำเร็จแล้ว เหมาเจ๋อตุงก็ยังนำการปฏิวัติทางสังคมจีนอย่างต่อเนื่องในด้านอื่น ๆ จนกระทั่งถึงแก่อสัญกรรมใน ค.ศ. 1976</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ตลอดระยะเวลาในการทำสงครามปฏิวัติและการสร้างสังคมจีนยุคใหม่ตามแนวทางสังคมนิยม เหมาเจ๋อตุงได้ทำการประพันธ์บทกวีต่าง ๆ ไว้เป็นจำนวนมาก เป็นที่น่าสังเกตว่าแม้เหมาเจ๋อตุงจะเป็นผู้นำการปฏิวัติสังคมนิยม แต่กลับใช้รูปแบบฉันทลักษณ์ตามประเพณีนิยมอย่างเคร่งครัด แสดงให้เห็นถึงทักษะทางด้านอักษรศาสตร์อย่างลึกซึ้ง ในด้านหนึ่งก็มิใช่เรื่องแปลกอันใดเพราะในประวัติศาสตร์จีนอันยาวนาน ผู้นำรัฐ แม่ทัพ ขุนศึก จำนวนมากก็มีความสามารถทางอักษรศาสตร์ควบคู่กับความสามารถทางทหาร <br> แต่ในอีกด้านหนึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงแนวคิดการปฏิวัติสังคมจีนของเหมาเจ๋อตุง ที่แม้จะอ้างอิงถึงหลักการของมาร์คซ์-เลนิน แต่เหมาเจ๋อตุงได้ผสมผสานคุณลักษณะความเฉพาะตัวของสังคมจีน สร้างรูปแบบการปฏิวัติสังคมนิยมแบบจีนที่มิได้หวังพึ่งพลังของชนชั้นกรรมาชีพแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวบรวมพลังชนชั้นชาวนาซึ่งเป็นชนส่วนใหญ่ของจีน ชนชั้นนายทุนน้อยและชนชั้นนายทุนชาติ ให้ทั้งสี่ชนชั้นหลอมรวมกันภายใต้เข็มมุ่งของพรรคคอมมิวนิสต์จีนภายใต้การนำของเหมาเจ๋อตุง ซึ่งจะว่าไปแล้วความเป็นผู้เชี่ยวชาญในทางอักษรศาสตร์ควบคู่กับการเป็นนักปฏิวัติของเหมาเจ๋อตุงนั้น เป็นการสะท้อนถึงแนวคิดของเหมาเจ๋อตุงต่อการปฏิวัติสังคมนิยมของจีน ว่าต้องเป็นการสร้างระบอบสังคมนิยมที่มีลักษณะเฉพาะของจีน (Socialism with Chinese characteristics) เป็นการสร้างระบอบสังคมนิยมที่ไม่ได้ตัดขาดหรือปฏิเสธโดยสิ้นเชิงต่อความเป็น “จีน” ที่สั่งสมมายาวนาน แต่เป็นการผสานความเป็นจีนกับแนวคิดของมาร์คซ์-เลนิน ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นแนวคิดในการสร้างชาติจีนมาจนถึงปัจจุบัน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เนื้อหาของ “กาพย์กลอนเหมาเจ๋อตุง” นี้ได้ทำการบรรยายถึงสภาพสังคมจีน ทั้งวิถีชีวิต ธรรมชาติ สถานการณ์ในเวลาที่ประพันธ์บทกลอนนั้น ๆ ในบางกรณีก็เป็นช่วงที่ผ่อนคลายทางการเมือง ในบางกรณีก็เป็นช่วงที่มีความตึงเครียดหรืออยู่ในระหว่างสมรภูมิ ผู้ประพันธ์ได้สอดแทรกแนวคิดสังคมนิยม ปลุกเร้าการต่อสู้ต่อความไม่เป็นธรรมในสังคมด้วยถ้อยคำที่ทรงพลังและเข้าใจง่าย มีการยกตัวอย่างต่าง ๆ ทั้งเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์หรือปรากฎการณ์ทางธรรมชาติมาเปรียบเทียบกับสภาพสังคมจีนในเวลานั้น เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพของบริบททางสังคมและเกิดความคิดในการร่วมมือร่วมใจสร้างคมใหม่ให้ประเทศหลุดพ้นจากความทุกข์ยาก ความล้าหลัง และมีความภูมิใจในเกียรติภูมิของจีน นอกจากนี้ ในบางบทกลอนก็มีการเปรียบเทียบถึงเหตุการณ์ความเป็นไปของประเทศอื่น เหตุการณ์สำคัญของโลก หนังสือเล่มนี้จึงมีคุณค่าทั้งในทางประวัติศาสตร์ การเมืองและวรรณศิลป์ ที่แม้ว่าผู้อ่านจะไม่ใช่ชาวจีนแต่ก็สามารถมีความเข้าใจและซึมซับในสาระที่ผู้ประพันธ์ต้องการสื่อได้ไม่ยากนัก</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แม้ว่าในช่วงหนึ่งด้วยความแตกต่างกันทางอุดมการณ์ทางการเมืองและสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศ ทำให้หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือต้องห้าม ห้ามผลิต ห้ามจำหน่ายและเผยแพร่ในประเทศไทย แต่เมื่อสถานการณ์ต่าง ๆ ได้คลี่คลายลงไปและนำไปสู่การพยายามอยู่ร่วมกันอย่างสันติในหมู่นานาอารยประเทศ หนังสือเล่มนี้จึงได้รับการเผยแพร่และยอมรับในหมู่นักอ่านชาวไทยจำนวนมาก โดยมิต้องคำนึงถึงอุดมการณ์ทางการเมืองที่ผู้ประพันธ์ยึดถือหรือแทรกไว้ในเนื้อหา แต่ให้พิจารณาถึงความรู้สึกในความรักชาติและความต้องการในการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยเพื่อนร่วมชาติจากความทุกข์ยาก โดยอาศัยบทเรียนจากประวัติศาสตร์และธรรมชาติที่แวดล้อมมาเป็นเครื่องเตือนใจ จะทำให้เห็นถึงบทประพันธ์ที่ทรงพลังในการถ่ายทอดความรู้สึก ความมุ่งมั่นในการต่อสู้ การเสริมสร้างกำลังใจอันแน่วแน่เพื่อฝ่าฟันอุปสรรค ทำให้หนังสือเล่มนี้มีคุณค่าอย่างยิ่งในการอ่าน ไม่เพียงแต่ผู้ที่สนใจในวรรณกรรม ผู้ที่ศึกษาทางการเมืองการปกครองหรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเท่านั้น แต่บุคคลทั่วไปที่ต้องการบางสิ่งอย่างมาเป็นแรงบันดาลใจในยามที่ท้อแท้หรือสิ้นหวัง หนังสือเล่มนี้ก็ควรค่าแก่การอ่านอย่างยิ่งเพื่อสร้างกำลังใจให้สู้ชีวิต เพราะในวิกฤตย่อมมีโอกาส และคนฉลาดย่อมหาหนทางรอดได้เสมอ</p> 2022-06-01T17:04:05+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/1157 นโยบายและการดำเนินงานจัดพิมพ์วารสารวิชาการบัณฑิตวิทยาลัยสวนดุสิต 2022-06-01T17:07:51+07:00 นโยบายและการดำเนินงานจัดพิมพ์วารสารวิชาก นโยบายและการดำเนินงานจัดพิมพ์วารสารวิชาก non_19240@hotmail.com 2022-06-01T00:00:00+07:00 ##submission.copyrightStatement##