http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/issue/feed วารสารวิชาการบัณฑิตวิทยาลัยสวนดุสิต 2022-11-14T12:16:11+07:00 วารสารวิชาการบัณฑิตวิทยาลัยสวนดุสิต gradjournal@dusit.ac.th Open Journal Systems <p><strong>เกี่ยวกับวารสาร</strong></p> <p>&nbsp; &nbsp;วารสารวิชาการบัณฑิตวิทยาลัยสวนดุสิต ดำเนินมาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2547 เป็นวารสารราย 4 เดือน จัดพิมพ์ปีละ 3 ฉบับ เพื่อส่งเสริมให้คณาจารย์ นักวิชาการ นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป ได้เผยแพร่ผลงานทางวิชาการแก่สาธารณชน ในสาขาวิชาด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ (ครุศาสตร์ บริหารธุรกิจ รัฐประศาสนศาสตร์ รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ อาชญาวิทยา และสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง) อันจะเป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มพูนองค์ความรู้ ขยายประโยชน์ทางวิชาการ หรือนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวปฏิบัติในการสร้างสรรค์องค์กรและสังคม&nbsp;ทัศนะและข้อคิดเห็นใด ๆ ที่ปรากฏในวารสารนี้ เป็นความคิดเห็นของผู้เขียน ทางกองบรรณาธิการเปิดเสรีในด้านความคิด และไม่ถือว่าเป็นความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ Suan Dusit Graduate School Academic Journal</p> http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/1507 บทบรรณาธิการ 2022-10-27T15:09:04+07:00 ยุทธภูมิ ภู่ไพบูลย์ yoothapoom@gmail.com <p>บทบรรณาธิการ</p> 2022-10-27T00:00:00+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/1424 กองบรรณาธิการ 2022-10-10T17:28:47+07:00 ยุทธภูมิ ภู่ไพบูลย์ yoothapoom@gmail.com <p>บรรณาธิการ</p> 2022-10-10T00:00:00+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/1426 สารบัญ 2022-10-10T17:09:14+07:00 ยุทธภูมิ ภู่ไพบูลย์ yoothapoom@gmail.com <p>สารบัญ 18/3</p> 2022-10-10T00:00:00+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/1101 ทัศนคติต่อการปฏิบัติงานพยาบาลวิชาชีพ การเห็นคุณค่าในตนเองกับความสุขในการทำงานของ พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 2022-10-31T12:55:42+07:00 จิตธิยา เยาวภักดิ์ noey_jittiya@hotmail.com ทิพย์วัลย์ สุรินยา fsoctvs@ku.ac.th <p>งานวิจัยนี้วัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับทัศนคติต่อการปฏิบัติงานพยาบาลวิชาชีพ ระดับการเห็นคุณค่าในตนเอง และระดับความสุขในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ&nbsp; โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความสุขในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ&nbsp; โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน ตามปัจจัยส่วนบุคคลที่แตกต่างกัน 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทัศนคติต่อการปฏิบัติงานพยาบาลวิชาชีพกับความสุขในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน 4) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการเห็นคุณค่าในตนเองกับความสุขในการทำงานของบุคลากรทางการพยาบาลโรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ&nbsp; กลุ่มตัวอย่างใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ ( Stratified sampling ) คือ&nbsp; พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน&nbsp; จำนวน&nbsp; 134&nbsp; คน&nbsp; เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ&nbsp; แบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยส่วนบุคคล แบบวัดทัศนคติต่อการปฏิบัติงานพยาบาลวิชาชีพ&nbsp; แบบสอบถามเกี่ยวกับการเห็นคุณค่าในตนเอง&nbsp; และแบบสอบถามเกี่ยวกับความสุขในการทำงาน&nbsp; การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ&nbsp; ร้อยละ&nbsp; ค่าเฉลี่ย&nbsp; ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน&nbsp;&nbsp; t-test , F-test และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการศึกษา&nbsp; 1) ทัศนคติต่อการปฏิบัติงานพยาบาลวิชาชีพภาพรวมอยู่ในระดับสูง (x̄ =3.35) การเห็นคุณค่าในตนเองภาพรวมอยู่ในระดับสูง ( x̄ =4.29) และความสุขในการทำงานอยู่ภาพรวมอยู่ในระดับสูง (x̄ =4.24)&nbsp; &nbsp;&nbsp;2) พยาบาลวิชาชีพ&nbsp; โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธินที่มี อายุแตกต่างกัน&nbsp; มีความสุขในการทำงานแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ .05 3) ทัศนคติต่อการปฏิบัติงานพยาบาลวิชาชีพมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความสุขในการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 &nbsp;4) การเห็นคุณค่าในตนเองมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความสุขในการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001</p> 2022-12-06T21:12:37+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/1105 การพัฒนาชุดฝึกอบรมทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษเพื่อส่งเสริมการตลาด สำหรับผู้ประกอบการของวิสาหกิจชุมชน ฝั่งธนบุรี กรุงเทพมหานคร 2022-10-31T12:55:43+07:00 ปัญจลักษณ์ ถวาย Panjaluck24@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความต้องการการพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษเพื่อส่งเสริมการตลาด 2) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพชุดฝึกอบรมทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ 3) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของชุดฝึกอบรมทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ 4)&nbsp; เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เข้าอบรมที่มีต่อชุดฝึกอบรม 5) เพื่อติดตามผลการฝึกอบรมโดยใช้ชุดฝึกอบรม งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่างเพื่อศึกษาความต้องการ จำนวน 7 วิสาหกิจชุมชน ใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง และกลุ่มตัวอย่างเพื่อหาประสิทธิภาพและศึกษาประสิทธิผลของชุดฝึก ได้แก่ 2 วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการ 72 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ความต้องการการพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ ชุดฝึกอบรม แผนการอบรม แบบทดสอบ แบบสอบถามความพึงพอใจ แบบสัมภาษณ์ความคิดเห็นต่อการใช้ชุดฝึกอบรม ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือโดยการทดลองใช้ &nbsp;การหาค่าความยากง่าย ค่าอำนาจจำแนก ค่าความเชื่อมั่น ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา สถิติที่ใช้ คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้ประกอบการมีความต้องการในการพัฒนาภาษาอังกฤษเกี่ยวกับการทักทาย การถามราคา การถามรสชาติอาหาร และการกล่าวขอบคุณลูกค้า 2) ประสิทธิภาพของชุดฝึกอบรมทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ มีค่าเท่ากับ 75.80/ 76.22&nbsp;&nbsp; 3) ประสิทธิผลของชุดฝึกอบรมทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ หลังการการอบรม สูงกว่าก่อนการอบรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 &nbsp;4 ) ผู้ประกอบการมีความพึงพอใจต่อการอบรมโดยใช้ชุดฝึกอบรมในระดับมาก 5) ผลการติดตามการใช้ชุดฝึกอบรม พบว่า มีการจัดทำป้ายรายการอาหารเป็นภาษาอังกฤษ และมีแนวทางในการสื่อสารกับชาวต่างชาติ</p> 2022-09-15T10:13:41+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/1116 การพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมทักษะทางภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย 2022-10-31T13:04:27+07:00 ธิดารัตน์ ผอบงา phopnga.thid@pcru.ac.th สรวงพร กุศลส่ง hometoy@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษารูปแบบการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้และทักษะทางภาษาของเด็กปฐมวัย 2) เพื่อสร้างและทดลองใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะทางภาษาของเด็กปฐมวัย และ 3) เพื่อประเมินการใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมทักษะทางภาษาของเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอย่างคือเด็กปฐมวัย ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนบ้าน กม. 35 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 จำนวน 23 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรม 20 แผน คู่มือการจัดกิจกรรม 4 ชุด และแบบทดสอบวัดทักษะทางภาษา 2 ชุด ดำเนินการทดลองตามแบบแผนการวิจัย One-Group Pretest-Posttest Design และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าคะแนนเฉลี่ย ค่าความแปรปรวน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานด้วย t-test แบบ Dependent ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลจากการศึกษารูปแบบการจัดกิจกรรม มีองค์ประกอบ 6 ด้าน 2) ผลการสร้างและทดลองใช้รูปแบบ (2.1) ผลการสร้างรูปแบบ มีขั้นตอน ดังนี้ (1) ขั้นเตรียมความพร้อม (2) ขั้นประสบการณ์เดิม (3) ขั้นสอน (4) ขั้นทบทวนและสรุปความรู้ (2.2) ผลการหาคุณภาพของแผน &nbsp;( x̄ = 4.66) อยู่ในเกณฑ์มากที่สุด (2.3) ผลการทดลองรูปแบบ ภาพรวม ก่อนจัดกิจกรรม ( x̄ = 17.57) หลังจัดกิจกรรม ( x̄ = 34.14) ส่งผลให้มีคะแนนสูงขึ้น ( x̄ = 16.57) 3) ผลการประเมินการใช้รูปแบบ โดยภาพรวม ( x̄ = 4.60) อยู่ในเกณฑ์ระดับมากที่สุด 4) ผลจากแบบทดสอบวัดทักษะทางภาษา ภาพรวม ก่อนจัดกิจกรรม &nbsp;( x̄ = 17.57) หลังจัดกิจกรรม ( x̄ = 34.13) ส่งผลให้มีคะแนนสูงขึ้น ( x̄ = 16.57)</p> 2022-09-18T14:00:27+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/1133 การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับทาง ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 2022-10-31T12:55:44+07:00 สุพัตรา ประสิทธิกานนท์ baitoei55410309@gmail.com นันทิมา นาคาพงศ์ อัศวรักษ์ nanthiman@nu.ac.th <p>การวิจัยนี้เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับทางร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ เรื่องหลักการนับเบื้องต้น สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ซึ่งเป็นงานวิจัยเชิงทดลอง โดยดำเนินการตามวัตถุประสงค์การวิจัย ดังนี้ 1. เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของกิจกรรมการเรียนรู้ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80&nbsp; 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้&nbsp;กลุ่มตัวอย่างเป็น นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 36 คน 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับทางร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ ,แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีค่าความยาก อยู่ระหว่าง 0.31-0.74&nbsp; ค่าดัชนีอำนาจจำแนก อยู่ระหว่าง 0.31-0.99 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.73 ,แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับทางร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการทดสอบทีแบบไม่อิสระ ผลการวิจัยพบว่า&nbsp;1. กิจกรรมการเรียนรู้มีความเหมาะสมในระดับมาก (X̅ =4.49, S.D. =0.69)&nbsp; และผลการหาประสิทธิภาพของกิจกรรมการเรียนรู้มีประสิทธิภาพ 83.05/81.83 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X̅ =3.80, S.D. =0.77)</p> 2022-09-21T16:52:49+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/1132 ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลการเรียนการสอนออนไลน์ในระดับอุดมศึกษา 2022-10-31T12:55:45+07:00 สุวมาลย์ ม่วงประเสริฐ suwamarn_mou@dusit.ac.th ศิโรจน์ ผลพันธิน sirote_pho@dusit.ac.th สุภาภรณ์ ตั้งดำเนินสวัสดิ์ supaporn_tun@dusit.ac.th จิร์ยาภรณ์ ศรีบุญรอด jiyaporn_sri@dusit.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลการเรียนการสอนออนไลน์ในระดับอุดมศึกษา ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรคือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ปีการศึกษา 2564 จำนวน 6,288 คน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของ Taro Yamana ที่ระดับนัยสำคัญ .05 ได้กลุ่มตัวอย่าง 377 คน ใช้แบบสอบถามความคิดเห็น เป็นแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าสถิติแอลฟาโคเอฟฟิเชียลของครอนบาค เท่ากับ 0.986 การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ประกอบด้วย การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และการวิเคราะห์สมการโครงสร้าง ผลการวิจัยที่สำคัญ มีดังนี้ 1) ปัจจัยนำเข้าด้านเทคโนโลยีการเรียนรู้ออนไลน์ส่งผลและมีอิทธิพลต่อปัจจัยด้านกระบวนการ สามารถอธิบายถึงผลกระทบร่วมกันที่เกิดขึ้นอยู่ที่ร้อยละ 77 (R<sup>2</sup> = 0.773) โดยมีค่าน้ำหนักสัมพันธ์มาตรฐาน เท่ากับ 0.120 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 โดยปัจจัยนำเข้าด้านผู้สอนและบุคลากรสนับสนุนส่งผลและมีอิทธิพลต่อปัจจัยด้านกระบวนการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.050 และปัจจัยนำเข้าด้านการบริหารจัดการรายวิชาส่งผลและมีอิทธิพลต่อปัจจัยด้านกระบวนการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 2) ปัจจัยด้านกระบวนการส่งผลและมีอิทธิพลต่อปัจจัยด้านประสิทธิภาพการเรียนการสอนออนไลน์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.000 และ 3) ปัจจัยด้านประสิทธิภาพการเรียนการสอนออนไลน์ส่งผลและมีอิทธิพลต่อปัจจัยด้านประสิทธิผลการเรียนการสอนออนไลน์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001</p> 2022-09-24T16:41:29+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/1138 ปัญหาและแนวทางการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมปริมาณการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อลดอุบัติเหตุบนท้องถนนของประเทศไทย 2022-10-31T12:55:46+07:00 ศิริญญา ดุสิตนานนท์ dsirinya@gmail.com ปกรณ์ วิญญูหัตถกิจ pakorn_win@utcc.ac.th <p>บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในกรณีที่จะก่อให้เกิดอันตราย และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อลดอุบัติเหตุบนท้องถนนของต่างประเทศ และประเทศไทย ทั้งนี้เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและผลกระทบด้านกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมปริมาณการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อลดอุบัติเหตุบนท้องถนน และนำเสนอข้อเสนอด้านนโยบายในเชิงกฎหมาย เศรษฐกิจ และสังคมแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยศึกษาเอกสาร กฎหมาย นโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมปริมาณการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ทำให้ทราบถึงปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนของประเทศไทยที่มาจากการการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะด้วยเหตุการเมาแล้วขับ การดื่มก่อนวัยอันควร หรือการดื่มในปริมาณที่มากเกินพอดี ผลของการวิจัยได้เสนอข้อเสนอแนะ ประการแรก การเพิ่มมาตรการเรื่องปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกาย โดยการใช้ปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายเป็นเกณฑ์ในการกำหนดบทลงโทษ ประการที่สอง สนับสนุนการให้ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อร่างกาย และความเข้าใจเกี่ยวกับ ดื่มมาตรฐาน (Standard Drink) ประการที่สาม ส่งเสริมให้มีการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการป้องกันและลดปัญหาเกี่ยวกับการดื่มแอลกอฮอล์อย่างไม่รับผิดชอบ ประการที่สี่ เพิ่มมาตรการจำแนกความร้ายแรงของการกระทำความผิด โดยพิจารณาจากจำนวนครั้งในการกระทำความผิด ประการที่ห้า การเพิ่มมาตรการบังคับติดตั้งเครื่อง Ignition Interlock เมื่อผู้กระทำความผิดเมาแล้วขับมีพฤติกรรมและความผิดที่ร้ายแรง</p> 2022-09-24T16:48:42+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/1108 ประเภทของพฤติกรรมผู้บริโภคและการยอมรับเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อกระบวนการตัดสินใจซื้อเครื่องวัดอุณหภูมิร่างกายทางการแพทย์ผ่านช่องทางออนไลน์ 2022-10-31T12:55:47+07:00 พิพัฒพล ห่อคนดี pipatphol.h@ku.ac.th ศิริรัตน์ โกศการิกา fbussrko@ku.ac.th <p>การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1.เพื่อศึกษาความแตกต่างของปัจจัยประเภทของพฤติกรรมผู้บริโภคต่อกระบวนการตัดสินใจซื้อเครื่องวัดอุณหภูมิร่างกายทางการแพทย์ผ่านช่องทางออนไลน์ 2.เพื่อศึกษาปัจจัยการยอมรับเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อกระบวนการตัดสินใจซื้อเครื่องวัดอุณหภูมิร่างกายทางการแพทย์ผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ ผู้ที่เคยซื้อเครื่องวัดอุณหภูมิร่างกายทางการแพทย์ผ่านช่องทางออนไลน์ จำนวน 400 คน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมุติฐานใช้สถิติเชิงอนุมาน F-test, LSD (The Least significant difference) การวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple regression Analysis) ผลการศึกษาพบว่า 1.ปัจจัยประเภทของพฤติกรรมผู้บริโภคกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นประเภทให้ความสำคัญกับความถูกต้องและน่าเชื่อถือ (Empowered Activist Types) และปัจจัยประเภทของพฤติกรรมผู้บริโภคที่แตกต่างมีกระบวนการตัดสินใจซื้อเครื่องวัดอุณหภูมิร่างกายทางการแพทย์ผ่านช่องทางออนไลน์แตกต่างกันในทุกขั้นตอน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 2.ปัจจัยด้านการยอมรับเทคโนโลยีกลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อการยอมรับเทคโนโลยี อยู่ในระดับมาก (&nbsp;= 3.86) มีการแสดงพฤติกรรมต่อกระบวนการตัดสินใจซื้อเครื่องวัดอุณหภูมิร่างกายทางการแพทย์ผ่านช่องทางออนไลน์ อยู่ในระดับบ่อยครั้ง (&nbsp;= 4.05, SD. = 0.38) และปัจจัยการยอมรับเทคโนโลยีส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อเครื่องวัดอุณหภูมิร่างกายทางการแพทย์ผ่านช่องทางออนไลน์ในทุกขั้นตอน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05</p> 2022-09-28T15:42:46+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/1117 ผลของการบูรณาการจริยธรรมในรายวิชาปฏิบัติการพยาบาลต่อความสามารถในการตัดสินใจเชิงจริยธรรมและพฤติกรรมจริยธรรมของนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต 2022-11-14T12:16:11+07:00 อริยา ดีประเสริฐ deeariya@gmail.com ศิริพร นันทเสนีย์ s_ntsn@hotmail.com อันธิฌา สายบุญศรี unticha_sai@dusit.ac.th <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อน และหลังการทดลองมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการบูรณาการจริยธรรมในรายวิชาปฏิบัติการพยาบาลต่อความสามารถในการตัดสินใจเชิงจริยธรรม และพฤติกรรมจริยธรรมของนักศึกษาพยาบาล ชั้นปีที่ 3 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ระยะเวลาที่ศึกษาวิจัย 8 สัปดาห์ ประชากร คือ นักศึกษาพยาบาล ชั้นปีที่ 3 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต จำนวน 48 คน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาล ชั้นปีที่ 3 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต จำนวน 48 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงจากการลงทะเบียนเรียนรายวิชาปฏิบัติการมารดา ทารก และผดุงครรภ์ 2 และรายวิชาปฏิบัติการพยาบาลอนามัยชุมชน ปีการศึกษา 2562 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการบูรณาการจริยธรรมเป็นการฝึกวิเคราะห์สถานการณ์ที่มีประเด็นความขัดแย้งทางจริยธรรม 6 ครั้ง แบบประเมินความสามารถในการตัดสินใจเชิงจริยธรรมของนักศึกษาพยาบาล เป็น Rating Scale 4 ระดับ และแบบประเมินพฤติกรรมจริยธรรมของนักศึกษาพยาบาลต่อผู้ป่วย ดัดแปลงมาจากแบบสอบถามพฤติกรรมจริยธรรมของ (Muengprasert, 2010) เป็น Rating Scale 5 ระดับ มี 6 ด้าน จำนวน 34 ข้อ เครื่องมือวิจัยได้ผ่านผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน เพื่อตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาทั้ง 3 เครื่องมือ ได้ค่า IOC=1 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Paired Sample T-test ผลการศึกษา พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนความสามารถในการตัดสินใจเชิงจริยธรรม และค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมจริยธรรมของนักศึกษาพยาบาลหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = -21.59, p.00 และ t = -4.42, p.00) การบูรณาการจริยธรรมในรายวิชาปฏิบัติการพยาบาลมีผลต่อความสามารถในการตัดสินใจเชิงจริยธรรม และพฤติกรรมจริยธรรมของนักศึกษาพยาบาล ชั้นปีที่ 3 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต</p> 2022-09-29T16:42:49+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/1125 การบริหารความเสี่ยงในวงจรชีวิตการพัฒนาซอฟต์แวร์บนระบบคลาวด์ 2022-10-31T12:55:48+07:00 เบญริสา ลิ่มอนุรักษ์สกุล benrisa.lim@gmail.com อรพรรณ คงมาลัย orapan@citu.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยเสี่ยงในโครงการพัฒนาซอฟต์แวร์บนระบบคลาวด์ รวมไปถึงเพื่อเสนอแนะแนวทางในการวางกลยุทธ์บริหารความเสี่ยงในโครงการพัฒนาซอฟต์แวร์บนระบบคลาวด์ งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ โดยทำการศึกษารวบรวมปัจจัยที่เกี่ยวข้องจากการทบทวนวรรณกรรม และทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง หลังจากนั้น นำปัจจัยที่ได้รับมาทำการสัมภาษณ์กับผู้เชี่ยวชาญอีกครั้งเพื่อทำการยืนยันความถูกต้อง และนำมาพัฒนาแบบสอบถาม โดยทำการทดสอบความถูกต้องของเนื้อหา จากนั้นทำการทดสอบความน่าเชื่อถือของแบบสอบถาม และได้เก็บแบบสอบถาม โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็น ผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ ที่มีประสบการณ์ในโครงการพัฒนาซอฟต์แวร์บนระบบคลาวด์เท่านั้น ด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง ได้รับแบบสอบถามที่มีความสมบูรณ์กลับมา 400 ชุด และนำข้อมูลมาวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน เพื่อใช้ในการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร ผลการวิเคราะห์ด้วยแบบจำลองสมการเชิงโครงสร้าง (SEM) ชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยความเสี่ยงในกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์บนระบบคลาวด์ส่งผล ต่อความล้มเหลวของโครงการพัฒนาซอฟต์แวร์ ร้อยละ 67 (R<sup>2</sup>=0.677) โดยมีค่าสัมประสิทธิ์อิทธิพลทางตรง เท่ากับ 0.821 โดยความเสี่ยงการพัฒนาซอฟต์แวร์บนระบบคลาวด์ (Cloud Software Development Risk) ประกอบไปด้วย 4 ปัจจัย โดย ปัจจัยความเสี่ยงด้าน (Technical Risk) มีค่าน้ำหนักปัจจัยมากที่สุด 0.995 รองลงมา ปัจจัยเสี่ยงด้านการปฏิบัติการ (Operational Risk) &nbsp;มีค่าน้ำหนักปัจจัยที่ 0.895 ต่อมา ความเสี่ยงด้าการปฏิบัติการ (Organization Risk) &nbsp;มีค่าน้ำหนักปัจจัยที่ 0.877 และ ปัจจัยความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี (Technology Risk) มีค่าน้ำหนักปัจจัยที่ 0.823</p> 2022-10-01T15:19:50+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/1124 The ปัจจัยที่ส่งผลกระทบของกลยุทธ์การตลาดและการสร้างแบรนด์ต่อการยอมรับแอพพลิเคชั่นกวดวิชาของกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Generation Z) 2022-10-31T12:55:49+07:00 ณัฐพล สุวรรณรินทร์ nattapol.suwann@gmail.com อรพรรณ คงมาลัย orapan@citu.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาถึงปัจจัยที่ส่งผลกระทบของกลยุทธ์การตลาดและการสร้างแบรนด์ต่อการยอมรับแอพพลิเคชั่นกวดวิชาของกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Generation Z) โดยเสนอแนะแนวทางในการกำหนดกลยุทธ์ด้านการตลาดให้กับสถาบันกวดวิชาที่มีการนำแอพพลิเคชั่นสำหรับการเรียนมาใช้กับกลุ่มตัวอย่างที่อยู่ในช่วงกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Generation Z) งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ โดยการเก็บแบบสอบถามในรูปแบบออนไลน์จากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาซึ่งอยู่ในช่วงกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Generation Z) ที่เรียนสถาบันกวดวิชา โดยสุ่มจำนวนตัวอย่างตามสัดส่วนของขนาดกลุ่มประชากรด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง ได้รับแบบสอบถามที่มีความสมบูรณ์กลับมาจำนวน 430 ชุด จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์เชิงพรรณนา และเชิงอนุมานเพื่อใช้ในการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร ผลการวิเคราะห์ด้วยแบบจำลองสมการโครงสร้าง (SEM) ชี้ให้เห็นว่าปัจจัยคุณค่าที่ผู้บริโภครับรู้ (Perceived Value) ส่งผลต่อความพึงพอใจ (User Satisfaction) ร้อยละ 81 (R<sup>2</sup>=0.650) ปัจจัยความพึงพอใจ (User Satisfaction) ส่งผลทางตรงต่อปัจจัยด้านความภักดี (Loyalty) ร้อยละ 98 (R<sup>2</sup>=0.646) ปัจจัยกลยุทธ์การตลาด 4E’s (Marketing Mix 4E’s) ร่วมกับปัจจัยรูปแบบและลักษณะของเทคโนโลยี (Technological Characteristics) ส่งผลทางตรงต่อปัจจัยคุณค่าที่ผู้บริโภครับรู้ (Perceived Value) ร้อยละ 92 (R<sup>2</sup>=0.924) ปัจจัยกลยุทธ์การตลาด 4E’s (Marketing Mix 4E’s) ร่วมกับปัจจัยรูปแบบและลักษณะของเทคโนโลยี (Technological Characteristics) และปัจจัยพฤติกรรมเจเนอเรชั่นแซด (Generation Z Characteristics) ส่งผลต่อปัจจัยการรับรู้ถึงความง่ายในการใช้งาน (Perceived Ease of Use) ร้อยละ 79 (R<sup>2</sup>=0.797) ทั้งนี้&nbsp; ผู้วิจัยได้นำผลการศึกษามาเป็นข้อเสนอแนะแนวทางที่จะช่วยส่งเสริมการพัฒนากลยุทธ์การตลาดให้กับสถาบันกวดวิชาเพื่อให้เกิดการยอมรับแอพพลิเคชั่นกวดวิชามากยิ่งขึ้น</p> 2022-10-01T15:51:00+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/1114 การออกแบบการซื้อขายสินค้าเกษตรผ่านช่องทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งผลต่อความสำเร็จและแนวทางการพัฒนารูปแบบการสนับสนุนการซื้อขายสินค้าเกษตรในภาคตะวันออก: กรณีศึกษาทุเรียนในจังหวัดระยองและจันทบุรี 2022-10-31T12:55:50+07:00 อธิป แท่นรัตนกุล nineatip@hotmail.com ชนิสรา แก้วสวรรค์ chanisara@go.buu.ac.th ศิริญญา วิรุณราช sirinya.wiroonrath@gmail.com <p><strong></strong></p> <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสภาพปัญหา อุปสรรค และแนวทางการพัฒนารูปแบบสนับสนุนการซื้อขายสินค้าเกษตรผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของเกษตรกรผู้ผลิตทุเรียนในพื้นที่ภาคตะวันออก และเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของการออกแบบการซื้อขายสินค้าเกษตรผ่านช่องทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ กับความสำเร็จของการซื้อขายสินค้าเกษตรผ่านช่องทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และการพัฒนารูปแบบการสนับสนุนการซื้อขายสินค้าเกษตรในภาคตะวันออก โดยวิธีวิจัยแบบผสานวิธี คือ การวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์กับผู้แทนจากหน่วยงานรัฐบาลและเอกชน จำนวน 19 คน ร่วมกับการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามกับตัวแทนชาวสวนทุเรียนในจังหวัดระยองและจันทบุรี จำนวน 400 ชุด และการสนทนากลุ่มกับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 8 คน ผลการวิจัยพบว่าปัญหาและอุปสรรคออกเป็น 4 ประเด็น คือ คุณภาพและปริมาณของทุเรียน, การสนับสนุนจากภาครัฐ, ระบบโลจิสติกส์และ ช่องทางการจัดจำหน่าย ในส่วนแนวทางการพัฒนารูปแบบการสนับสนุนการซื้อขายสินค้าเกษตรในภาคตะวันออกทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านคุณภาพและปริมาณของทุเรียน, ด้านการสนับสนุนจากภาครัฐ, ด้านระบบโลจิสติกส์ และด้านช่องทางการจัดจำหน่าย โดยความสัมพันธ์ของปัจจัยพบว่า ปัจจัยด้านการออกแบบซื้อขายสินค้าเกษตร ที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการซื้อขายสินค้าเกษตรผ่านช่องทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ ผู้ขายสินค้า, พื้นที่เว็บไซด์ที่ให้บริการ, ระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์, ผู้ดำเนินการขนส่งสินค้า และผู้ซื้อสินค้า ปัจจัยด้านความสำเร็จของการซื้อขายสินค้าเกษตรที่ส่งผลต่อแนวทางการพัฒนารูปแบบสนับสนุนการซื้อขายสินค้าเกษตร ได้แก่ กฎหมายการส่งออก, กฎหมายการนำเข้า, ข้อกีดกันทางการค้า, คู่แข่งทางการค้า และความชำนาญของเกษตรกร</p> 2022-10-10T17:19:29+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/1131 การวัดปริมาณดีเอ็นเอจากเลือดของมนุษย์ที่ได้จากยุงด้วยเทคนิคเรียลไทม์พีซีอาร์ 2022-10-31T12:55:51+07:00 ภัสรา ควรเนตร phattei@gmail.com ธิติ มหาเจริญ Thiti@rpca.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปริมาณและคุณภาพดีเอ็นที่คงอยู่ที่ได้จากยุงด้วยเทคนิคเรียลไทม์พีซีอาร์เมื่อเวลาผ่านไปในแต่ละช่วงเวลานับตั้งแต่เวลาที่ยุงกินเลือดโดยแบ่งเป็น 4 ช่วงเวลาคือ 0, 24, 48 และ 72 ชั่วโมง เป็นการวิจัยเชิงทดลองโดยใช้เครื่อง QuantStudio™ 6 Flex Real-Time PCR System&nbsp;ด้วยไพร์เมอร์ CADM1 จำนวน 3 ขนาด ได้แก่ 121, 229 และ 397 คู่เบส กลุ่มตัวอย่างในการทดลองคือ ยุงลายบ้าน (Aedes aegypti), ยุงลายสวน (Aedes albopictusi) และยุงรำคาญ (Culex quinguefasciatus) และใช้สถิติการทดสอบ General Linear Model ผลการวิจัยพบว่า 1) ช่วงเวลาที่แตกต่างกันจะทำให้ความเข้มข้นของดีเอ็นเอที่ได้จากยุงทั้ง 3 สายพันธุ์ คือ ยุงลายบ้าน ยุงลายสวน และยุงรำคาญ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (F = 13.906, p value= 0.000)&nbsp; 2) ความเข้มข้นของดีเอ็นเอที่ได้จากยุงทั้ง 3 สายพันธุ์ คือ&nbsp;ยุงลายบ้าน ยุงลายสวน และ ยุงรำคาญ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (F=4.623, p value=0.018) และ 3) ผลการวิเคราะห์คุณภาพของดีเอ็นเอที่คงอยู่ พบว่าสามารถเพิ่มจำนวนได้ทุกไพร์เมอร์ในทุกช่วงเวลา สรุปได้ว่า เมื่อช่วงเวลาผ่านไปส่งผลให้ปริมาณดีเอ็นเอที่คงอยู่ลดลงและสายพันธุ์ของยุงส่งผลต่อปริมาณดีเอ็นเอที่คงอยู่ต่างกัน และดีเอ็นเอที่ได้มีคุณภาพสามารถนำไปตรวจในงานนิติวิทยาศาสตร์ต่อไปได้ ทำให้สามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานเชื่อมโยงไปสู่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานที่เกิดเหตุได้ เป็นการตีกรอบผู้ต้องสงสัยให้แคบลง ส่งผลให้กระบวนการยุติธรรมทั้งระบบดำเนินการไปด้วยความรวดเร็ว ถูกต้อง และน่าเชื่อถือ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจพิสูจน์หลักฐานอีกด้วย</p> 2022-10-15T13:24:48+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/1123 บทบาทของนิติวิทยาศาสตร์ในการสืบสวนคดียาเสพติดประเภทยาบ้า ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา 2022-10-31T12:55:51+07:00 พิจักษณ์ เกตุใหม่ pijak_katmai@hotmail.com พงษ์พิษณุ ภักดีณรงค์ gpong99@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1)เพื่อศึกษาบทบาทของการนำนิติวิทยาศาสตร์มาใช้ในการสืบสวนคดียาเสพติดประเภทยาบ้า และ 2)เพื่อหาแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพในการนำนิติวิทยาศาสตร์มาใช้ในการสืบสวนคดียาเสพติดประเภทยาบ้า การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์ชนิดกึ่งโครงสร้าง จากเจ้าหน้าที่ด้านการสืบสวนคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดประเภทยาบ้า ระหว่างเดือนกันยายน–พฤศจิกายน 2564 รวม 20 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ แบบสัมภาษณ์ชนิดกึ่งโครงสร้าง&nbsp;ซึ่งผู้วิจัยได้หาความเที่ยงตรงของเนื้อหาแบบสัมภาษณ์ชนิดกึ่งโครงสร้าง โดยผ่านความคิดเห็นจากอาจารย์ที่ปรึกษาจำนวน 1 ราย และผู้เชี่ยวชาญจำนวน 2 ราย รวมทั้งสิ้น 3 ราย ผลการวิจัย พบว่า 1) เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนมีบทบาทหน้าที่ในการวางแผน สั่งการ สืบสวน จับกุม ขยายผล&nbsp; เก็บข้อมูล และยึดทรัพย์สินผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดประเภทยาบ้า สำหรับการประยุกต์ใช้ความรู้ทางด้านนิติวิทยาศาสตร์ในการปฏิบัติงานด้านการสืบสวนคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดประเภทยาบ้า คือ การตรวจพิสูจน์หาสารเสพติดในปัสสาวะเบื้องต้น การตรวจลายนิ้วมือในห่อบรรจุยาบ้า และการเก็บวัตถุพยานหลักฐานส่งให้พนักงานสอบสวนส่งตรวจพิสูจน์ 2) แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพในการนำนิติวิทยาศาสตร์มาใช้ในการสืบสวนคดียาเสพติดประเภทยาบ้า ได้แก่ การนำนิติวิทยาศาสตร์เข้ามาใช้ในการตรวจพิสูจน์สารเสพติดเบื้องต้น เช่น การตรวจปัสสาวะเพื่อยืนยันการกระทำความผิด การตรวจหาลายนิ้วมือในห่อบรรจุยาบ้า และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น ในคดีเครือข่ายสมคบคิดมีการใช้แผนผัง I2 ในการเชื่อมโยงผู้ที่เกี่ยวข้องในคดียาเสพติดประเภทยาบ้า การสืบหาเบาะแสในการกระทำความผิดผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ต้องหาจากแอปพลิเคชันผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์</p> 2022-12-06T21:12:37+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/1496 การพัฒนาบทบาทภาคประชาสังคมเพื่อส่งเสริมสิทธิชุมชนประมงพื้นบ้านอย่างยั่งยืน กรณีศึกษา ชุมชนประมงพื้นบ้านอ่าวอุดม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี 2022-10-25T15:48:19+07:00 ดนุสรณ์ กาญจนวงศ์ dkanjanawong@gmail.com บูชิตา สังข์แก้ว buchita.sun@gmail.com <p>ผลจากโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบังได้กระทบต่ออาชีพประมงพื้นบ้านในพื้นที่อ่าวอุดม เพราะการก่อสร้างทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำ คราบน้ำมัน ปัญหาขยะ ส่งผลทำให้จำนวนสัตว์ทะเลรวมทั้งพื้นที่ทำประมงพื้นบ้านลดลง นอกจากนี้มลพิษทางเสียงและฝุ่นยังส่งผลต่อสุขภาพของคนในชุมชน จึงเกิดการก่อตั้งกลุ่มประชาสังคมขึ้นเพื่อต่อสู้เรียกร้องให้มีการแก้ปัญหาทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากกิจกรรมการพัฒนานั้น มีทั้งกลุ่มที่ก่อตั้งขึ้นจากการรวมตัวของสมาชิกภายในชุมชนอ่าวอุดม และกลุ่มประชาสังคมจากภายนอกชุมชนที่เข้ามาสนับสนุน ดำเนินงานใน 2 รูปแบบ คือ 1) รูปแบบทางการ โดยตัวแทนกลุ่มประชาสังคมในพื้นที่ได้รับแต่งตั้งเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการร่วมกับภาครัฐเพื่อติดตามผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากโครงการ และ 2) รูปแบบกึ่งทางการ คือการทำงานร่วมกันระหว่างกลุ่มประชาสังคมในพื้นที่ หน่วยงานราชการ และกลุ่มประชาสังคมนอกพื้นที่ ทั้งนี้องค์กรภาคประชาสังคมมีบทบาทในการพัฒนาชุมชนประมงพื้นบ้าน 5 ประการ คือ (1)&nbsp; ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับชุมชนประมงพื้นบ้าน (2) นำเสนอข้อเรียกร้องของชุมชนผ่านช่องทางต่าง ๆ (3) สนับสนุนชุมชนประมงพื้นบ้านให้ได้รับสิทธิและเข้าถึงสิทธิของชุมชน (4) สร้างเครือข่ายการพัฒนาให้แก่ชุมชนประมงพื้นบ้าน และ (5) เรียกร้องให้รัฐบาลบังคับใช้ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม พ.ศ....เพื่อส่งเสริมบทบาทของภาคประชาสังคมไทยให้ชัดเจนมากขึ้น</p> 2022-10-25T00:00:00+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/1475 A concise introduction to mixed methods research 2022-10-22T15:57:04+07:00 รุ่งนภา ตั้งจิตรเจริญกุล rungnapa_tan@dusit.ac.th <p><strong>A concise introduction to mixed methods research</strong></p> 2022-10-22T00:00:00+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://www.graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/1427 นโยบายและการดำเนินงานจัดพิมพ์วารสารวิชาการบัณฑิตวิทยาลัยสวนดุสิต 2022-10-31T12:55:52+07:00 ยุทธภูมิ ภู่ไพบูลย์ yoothapoom@gmail.com <p>นโยบายวารสารฯ</p> 2022-12-06T21:12:37+07:00 ##submission.copyrightStatement##