กาพย์กลอนเหมาเจ๋อตุง

  • ยอดชาย ชุติกาโม โรงเรียนกฎหมายและการเมือง
คำสำคัญ: สหาย ชนชั้นนายทุน ประวัติศาสตร์

บทคัดย่อ

ชื่อเรื่อง           กาพย์กลอนเหมาเจ๋อตุง

ผู้แต่ง             เหมาเจ๋อตุง

จำนวนหน้า     74 หน้า

ผู้พิมพ์            สำนักพิมพ์ภาษาต่างประเทศ, นครปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน, 2522

ภาษา             ไทย

          “กาพย์กลอนเหมาเจ๋อตุง” เป็นหนังสือแปลบทประพันธ์กาพย์กลอนภาษาจีนของเหมาเจ๋อตุง ที่พยายามรักษาเนื้อหาให้ใกล้เคียงกับภาษาจีนมากที่สุดโดยการใช้ฉันทลักษณ์ของไทย แม้ในฉบับพิมพ์ครั้งแรกนี้จะมิได้ระบุชื่อผู้แปลว่าเป็นใคร แต่คาดเดาได้ว่าคงเป็น “สหาย” ชาวไทยที่มีความแตกฉานในภาษาไทย-จีน ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญทางอักษรศาสตร์ของจีน จึงสามารถแปลออกมาได้อย่างสละสลวย ทำให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจถึงเนื้อหาที่ผู้นิพนธ์ต้องการสื่อได้เป็นอย่างดี

          เหมาเจ๋อตุงเป็นรัฐบุรุษคนสำคัญของจีนสมัยใหม่ เป็นผู้นำในการปฏิวัติสังคมจีนให้พ้นจากความล้าหลัง ความอดอยากและความไร้เอกภาพ ทั้งนี้ ตั้งแต่ครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 19 จีนอยู่ในสภาพที่เรียกว่าเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย ประเทศเสื่อมโทรมไร้ประสิทธิภาพในการปกครอง ทรัพยากรและดินแดนถูกมหาอำนาจต่าง ๆ เข้ามาเบียดบังแย่งชิงหาผลประโยชน์ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหลายครั้งแต่ก็ไม่มีผลในการสร้างเสถียรภาพและกอบกู้เกียรติภูมิของจีนขึ้นมาได้ เหมาเจ๋อตุงเห็นว่าแนวทางในการเปลี่ยนแปลงสังคมจีนให้กลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้งต้องยึดแนวทางสังคมนิยม ประสานพลังมวลชนต่าง ๆ ให้มาร่วมในการทำสงครามปฏิวัติ สงครามปฏิวัติสังคมจีนที่เหมาเจ๋อตุงเป็นผู้นำนี้นำมาสู่การต่อสู้กับกองกำลังขุนศึกต่าง ๆ ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1920 รวมทั้งการต่อสู้ในสงครามโลกครั้งที่สอง จนกระทั่งการทำสงครามปฏิวัติได้ประสบผลสำเร็จในการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนใน ค.ศ. 1949 ซึ่งแม้จะทำการปฏิวัติยึดอำนาจรัฐสำเร็จแล้ว เหมาเจ๋อตุงก็ยังนำการปฏิวัติทางสังคมจีนอย่างต่อเนื่องในด้านอื่น ๆ จนกระทั่งถึงแก่อสัญกรรมใน ค.ศ. 1976

        ตลอดระยะเวลาในการทำสงครามปฏิวัติและการสร้างสังคมจีนยุคใหม่ตามแนวทางสังคมนิยม เหมาเจ๋อตุงได้ทำการประพันธ์บทกวีต่าง ๆ ไว้เป็นจำนวนมาก เป็นที่น่าสังเกตว่าแม้เหมาเจ๋อตุงจะเป็นผู้นำการปฏิวัติสังคมนิยม แต่กลับใช้รูปแบบฉันทลักษณ์ตามประเพณีนิยมอย่างเคร่งครัด แสดงให้เห็นถึงทักษะทางด้านอักษรศาสตร์อย่างลึกซึ้ง ในด้านหนึ่งก็มิใช่เรื่องแปลกอันใดเพราะในประวัติศาสตร์จีนอันยาวนาน ผู้นำรัฐ แม่ทัพ ขุนศึก จำนวนมากก็มีความสามารถทางอักษรศาสตร์ควบคู่กับความสามารถทางทหาร
แต่ในอีกด้านหนึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงแนวคิดการปฏิวัติสังคมจีนของเหมาเจ๋อตุง ที่แม้จะอ้างอิงถึงหลักการของมาร์คซ์-เลนิน แต่เหมาเจ๋อตุงได้ผสมผสานคุณลักษณะความเฉพาะตัวของสังคมจีน สร้างรูปแบบการปฏิวัติสังคมนิยมแบบจีนที่มิได้หวังพึ่งพลังของชนชั้นกรรมาชีพแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวบรวมพลังชนชั้นชาวนาซึ่งเป็นชนส่วนใหญ่ของจีน ชนชั้นนายทุนน้อยและชนชั้นนายทุนชาติ ให้ทั้งสี่ชนชั้นหลอมรวมกันภายใต้เข็มมุ่งของพรรคคอมมิวนิสต์จีนภายใต้การนำของเหมาเจ๋อตุง ซึ่งจะว่าไปแล้วความเป็นผู้เชี่ยวชาญในทางอักษรศาสตร์ควบคู่กับการเป็นนักปฏิวัติของเหมาเจ๋อตุงนั้น เป็นการสะท้อนถึงแนวคิดของเหมาเจ๋อตุงต่อการปฏิวัติสังคมนิยมของจีน ว่าต้องเป็นการสร้างระบอบสังคมนิยมที่มีลักษณะเฉพาะของจีน (Socialism with Chinese characteristics) เป็นการสร้างระบอบสังคมนิยมที่ไม่ได้ตัดขาดหรือปฏิเสธโดยสิ้นเชิงต่อความเป็น “จีน” ที่สั่งสมมายาวนาน แต่เป็นการผสานความเป็นจีนกับแนวคิดของมาร์คซ์-เลนิน ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นแนวคิดในการสร้างชาติจีนมาจนถึงปัจจุบัน

          เนื้อหาของ “กาพย์กลอนเหมาเจ๋อตุง” นี้ได้ทำการบรรยายถึงสภาพสังคมจีน ทั้งวิถีชีวิต ธรรมชาติ สถานการณ์ในเวลาที่ประพันธ์บทกลอนนั้น ๆ ในบางกรณีก็เป็นช่วงที่ผ่อนคลายทางการเมือง ในบางกรณีก็เป็นช่วงที่มีความตึงเครียดหรืออยู่ในระหว่างสมรภูมิ ผู้ประพันธ์ได้สอดแทรกแนวคิดสังคมนิยม ปลุกเร้าการต่อสู้ต่อความไม่เป็นธรรมในสังคมด้วยถ้อยคำที่ทรงพลังและเข้าใจง่าย มีการยกตัวอย่างต่าง ๆ ทั้งเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์หรือปรากฎการณ์ทางธรรมชาติมาเปรียบเทียบกับสภาพสังคมจีนในเวลานั้น เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพของบริบททางสังคมและเกิดความคิดในการร่วมมือร่วมใจสร้างคมใหม่ให้ประเทศหลุดพ้นจากความทุกข์ยาก ความล้าหลัง และมีความภูมิใจในเกียรติภูมิของจีน นอกจากนี้ ในบางบทกลอนก็มีการเปรียบเทียบถึงเหตุการณ์ความเป็นไปของประเทศอื่น เหตุการณ์สำคัญของโลก หนังสือเล่มนี้จึงมีคุณค่าทั้งในทางประวัติศาสตร์ การเมืองและวรรณศิลป์ ที่แม้ว่าผู้อ่านจะไม่ใช่ชาวจีนแต่ก็สามารถมีความเข้าใจและซึมซับในสาระที่ผู้ประพันธ์ต้องการสื่อได้ไม่ยากนัก

          แม้ว่าในช่วงหนึ่งด้วยความแตกต่างกันทางอุดมการณ์ทางการเมืองและสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศ ทำให้หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือต้องห้าม ห้ามผลิต ห้ามจำหน่ายและเผยแพร่ในประเทศไทย แต่เมื่อสถานการณ์ต่าง ๆ ได้คลี่คลายลงไปและนำไปสู่การพยายามอยู่ร่วมกันอย่างสันติในหมู่นานาอารยประเทศ หนังสือเล่มนี้จึงได้รับการเผยแพร่และยอมรับในหมู่นักอ่านชาวไทยจำนวนมาก โดยมิต้องคำนึงถึงอุดมการณ์ทางการเมืองที่ผู้ประพันธ์ยึดถือหรือแทรกไว้ในเนื้อหา แต่ให้พิจารณาถึงความรู้สึกในความรักชาติและความต้องการในการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยเพื่อนร่วมชาติจากความทุกข์ยาก โดยอาศัยบทเรียนจากประวัติศาสตร์และธรรมชาติที่แวดล้อมมาเป็นเครื่องเตือนใจ จะทำให้เห็นถึงบทประพันธ์ที่ทรงพลังในการถ่ายทอดความรู้สึก ความมุ่งมั่นในการต่อสู้ การเสริมสร้างกำลังใจอันแน่วแน่เพื่อฝ่าฟันอุปสรรค ทำให้หนังสือเล่มนี้มีคุณค่าอย่างยิ่งในการอ่าน ไม่เพียงแต่ผู้ที่สนใจในวรรณกรรม ผู้ที่ศึกษาทางการเมืองการปกครองหรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเท่านั้น แต่บุคคลทั่วไปที่ต้องการบางสิ่งอย่างมาเป็นแรงบันดาลใจในยามที่ท้อแท้หรือสิ้นหวัง หนังสือเล่มนี้ก็ควรค่าแก่การอ่านอย่างยิ่งเพื่อสร้างกำลังใจให้สู้ชีวิต เพราะในวิกฤตย่อมมีโอกาส และคนฉลาดย่อมหาหนทางรอดได้เสมอ

เผยแพร่
01-06-2022
ประเภท
บทวิจารณ์หนังสือ